่าหยางผายมือไปทางเวที “เอาเลย ไม่ต้องเครียดนะ”
หม่าหยางไม่ได้เก่งเรื่องดนตรี เขาแยกไม่ออกว่าอันไหนดีอันไหนแย่ คิดแค่ว่าถ้าร้องได้ไม่แย่มากก็จะจ้างมาร้องแทนจางหยวน
จางหยวนรินน้ำใส่แก้วก่อนจะหันไปเห็นว่ามีคนขึ้นไปแย่งที่บนเวทีแล้ว
ชายหนุ่มที่เขาไม่เคยเห็นหน้าค่าตากำลังปรับกีตาร์ เหมือนว่าเตรียมจะร้องเพลง
จางหยวนหันมองหม่าหยางด้วยความงุนงง “น้องหม่า นั่นใครน่ะ”
“เขาชื่อเฉินเหล่ยครับ มาสมัครเป็นนักร้องประจำ ถ้าร้องได้ดีก็ว่าจะจ้างมาขึ้นเวทีแทนพี่ พี่จะได้มีเวลาพักผ่อน”
หม่าหยางว่าต่ออย่างเป็นห่วง “งานพี่เยอะเกินไป ไหนๆ ก็จ้างคนมาชงเหล้าแล้ว จ้างนักร้องประจำมาอีกสักคนก็น่าจะดี พี่จะได้มีเวลาให้กับเรื่องดูแลจัดการร้าน”
จางหยวนอยากจะบอกออกไปว่าจริงๆ ก็ไม่มีอะไรให้ทำมากมายหรอก แต่พอได้ยินหม่าหยางพูดอย่างนั้นก็อดซึ้งขึ้นมาไม่ได้
เอ๊ะ ไม่สิ เราไม่เคยจ้างนักร้องประจำเลยนี่นา
จางหยวนกำลังจะหันมาถาม แต่ตอนนั้นเองเขาก็ได้ยินเสียงร้องแหบห้าวเล็กน้อยดังก้องไปทั่วร้านอินเทอร์เน็ต
“สกุณากลางวสันต์ ลมโบกฤดูสารท อาทิตย์ลับแสงยามเมหันต์…”
จางหยวนอึ้งไป “นั่นเพลงเก่านี่”
เพลงนี้เป็นที่รู้จักกันดี แทบทุกคนในร้านเคยได้ยินมาก่อน
ตอนที่เฉินเหล่ยเริ่มร้อง เกือบทุกคนในร้านที่กำลังนั่งดื่มอยู่ก็หันไปทางเวที
ราวกับว่ามีธารใสสะอาดกำลังพวยพุ่งออกมาจากเวทีเข้าห้อมล้อมทุกคน
จางหยวนยังตะลึงอยู่ เขาอดไม่ได้ที่จะฮัมเพ