ว่างเปล่าอยู่บนโต๊ะ ไม่เหลือแม้น้ำแกงข้าวเลยสักหยด จางซูเหมยนั่งปักลายอยู่ใต้ตะเกียงน้ำมัน เมื่อเห็นอีกฝ่ายเข้ามา นางไม่รู้สึกแปลกใจเลยสักนิด กลับยิ้มเอ่ยว่า “สะใภ้ใหญ่ตื่นแล้วหรือ ไม่ง่ายเลยนะ นอนหลับทั้งวันไม่เหนื่อยหรือ”
หลิวซื่อไหนเลยจะไม่รู้ว่าจางซื่อกำลังถากถางตน แต่ก็กดอัดโทสะไว้ “ข้าวเย็นเล่า”
จางซื่อยิ่งยิ้มสดใสขึ้นเรื่อยๆ “สะใภ้ใหญ่ช่างล้อเล่นเก่งจริงๆ ข้าวเย็นของเจ้าเกี่ยวอะไรกับข้ากัน พวกข้ากินข้าวเย็นกันเสร็จไปแล้ว”
“จางซูเหมย เจ้าอย่าทำเกินไปเช่นนี้ นี่เจ้าจงใจชัดๆ จงใจไม่ต้มข้าวให้พวกข้า” หลิวซื่อโมโหแล้ว
ทว่าจางซื่อกลับพยักหน้าอย่างจริงจัง “ใช่ ข้าจงใจไม่ต้มข้าวให้พวกเจ้า แล้วอย่างไร? ข้าจางซูเหมยติดค้างอะไรบ้านใหญ่หรือ เหตุใดต้องปรนนิบัติรับใช้พวกเจ้าทั้งบ้านด้วย”
เหตุใดต้องทำเช่นนั้น มีความจำเป็นอะไรกัน
หลิวซื่อคิดคำพูดไม่ออก จึงกล่าวว่า “แล้วท่านแม่เล่า พวกเจ้าไม่สนใจท่านแม่แล้วรึ”
เจ้ารองที่อยู่ข้างๆ กล่าวบ้าง “ท่านแม่กินข้าวแล้วเช่นกัน ข้าเก็บกวาดครัวแล้ว พวกเจ้าก็ทำกินของพวกเจ้าเองเถอะ”
หลิวซื่อรู้สึกโมโหเป็นอย่างยิ่ง “แล้วข้าจะเอาอะไรมาทำ ข้าไม่มีข้าว พวกเจ้าไม่รู้เลยหรือ”
จ