ื่อมชาที่หักแล้วอย่างไร” หมอเฉินเลิกคิ้ว
ไป๋จื่อพยักหน้าอีกครั้ง “รู้ขอรับ หมอเฉินอยากให้ข้าช่วยหรือ”
หมอเฉินพยักหน้า “ผู้ช่วยของข้าป่วย วันนี้มีผู้บาดเจ็บมาก หากเจ้าช่วยข้าได้บ้างก็ย่อมดีที่สุด”
เด็กสาวก้าวไปข้างหน้า แล้วรับไม้ดามมาจากในมือของอีกฝ่าย “ได้ช่วยท่านหมอเฉินรักษาผู้คน ถือเป็นโชคดีของคนรุ่นหลังอย่างข้า”
“รู้หรือไม่ว่าควรต้องทำอย่างไร” หมอเฉินเอ่ยถาม
ไป๋จื่อนั่งลองลงข้างๆ ชายหนุ่มผู้นั้น นางวางไม้ดามลงก่อน แล้วใช้มือทั้งสองข้างกดทั้งต้นขาและหน้าแข้งของเขาเอาไว้ ลอบออกแรงเล็กน้อย สองมือของนางค่อยๆ ขยับเข้าสู่ตรงกลาง พาให้ชายหนุ่มร้องโอดโอยเพราะความเจ็บปวด ขาของเขาสั่นระริกไม่ยอมหยุด แต่กลับไม่กล้าขยับเขยื้อนมากไปกว่านี้ จนกระทั่งสองมือของไป๋จื่อแนบชิดอยู่ด้วยกัน
ในดวงตาของหมอเฉินปรากฏแววประหลาดใจ แต่ก็ไม่ได้สงสัยอะไร เพียงหยิบไม้ดามมาพันขาที่หักของชายหนุ่มไว้ในทันที
ครั้นทำให้ขาที่บาดเจ็บมั่นคงแล้ว หมอเฉินก็เอ่ยไป๋จื่อว่า “เจ้าหนุ่มพูดปดนะ”
ไป๋จื่อหัวเราะน้อยๆ “ผู้อาวุโสพูดเล่นแล้ว ข้าเพียงทำงานอยู่ที่ร้านสมุนไพรเป็นนประจำ ยามท่านหมอมาข้าก็เคยช่วยเป็นลูกมือให้เขาอยู่บ้าง ไปๆ มาๆ ก็ได้เรียนรู้วิธีกันพันแผลและทำแผลอยู่บ้าง แต่ไม่นับว่าเชี่ยวชาญหรอกขอรับ”
หมอเฉินพิจารณาไป๋จื่อ ด้วยไม่รู้ว่าในวาจาของเด็กหนุ่มผู้นี้มีความจริงอยู่กี่ส่วน เท็จอยู่กี่ส่วน เขาหันไปกวาดสายตามองนายท