ั้นเห็นแม่สามีไม่ตอบคำ หลิวซื่อก็พูดอีกว่า “ความจริงวันนี้เสี่ยวเฟิงจะยกโจ๊กถ้วยหนึ่งไปให้ท่าน แต่ใครจะรู้ว่าขณะจะออกจากห้องไป เจินจูก็มาเคาะประตูพอดิบพอดี พวกข้าเกรงว่านางจะแย่งโจ๊กเหล่านั้น จึงรีบกินลงท้องเองเสียเลย นั่นย่อมดีกว่าให้นางแย่งกลับไปกระมัง ดังนั้น…”
นางเหลือบมองหญิงชรา เห็นสีหน้าของอีกฝ่ายอ่อนลองแล้ว จึงรีบพูดต่ออีก “เสี่ยวเฟิงรักท่านที่สุดเลยนะเจ้าคะ เขาเคยพูดว่าท่านประหยัดอดออมมาตั้งนานหลายปีเพื่อให้เขาเรียนหนังสือ ลำบากมาแล้วไม่น้อย ต่อไปหากเขาเป็นขุนนางใหญ่ได้ เขาจะต้องตอบแทนบุญคุณท่านอย่างดีแน่นอน”
หญิงชราลุกขึ้นจากเตียง ถามหลิวซื่อว่า “เขาพูดเช่นนั้นจริงหรือ”
หลิวซื่อพยักหน้า “จริงเจ้าค่ะ เรื่องนี้ข้าจะพูดปดได้อย่างไร หากท่านไม่เชื่อ จะลองไปถามเขาดูก็ได้นะเจ้าคะ”
สีหน้าดำทะมืนที่ปรากฏอยู่บนใบหน้าของหญิงชรามาหลายวัน ในที่สุดก็มีรอยยิ้มกว้างผุดออกมา “เสี่ยวเฟิงรู้ประสานัก นับว่าไม่เสียเปล่าที่ข้าเอ็นดูเขา”
ทันทีที่หลิวซื่อเห็นนางพูดเช่นนั้น ก็ถอนใจออกมาด้วยความโล่งอก ก่อนจะรีบถามว่า “ท่านแม่ เช่นนั้นจะจัดการเรื่องค่าเรียนของเสี่ยวเฟิงอย่างไรหรือเจ้าคะ”
เรียวคิ้วของหญิงราขมวดเข้าหากันอีกครั้ง “ข้าจะจัดการอย่างไรได้? เจ้าเองก็รู้ว่าข้าตัดขาดกับบ้านแม่มาสิบกว่าปีแล้ว คิดจะไปยืมบ้านนั้นคงไม่มีทางเป็นไปได้ เอาอย่างนี้ดีกว่า เจ้าไปถามที่บ้านแม่ของเจ้าดู เผื่อว่าจะยืมเง