ายยังอยากถามอีก ทว่าหูเฟิงเห็นจูซื่อกำลังตามหาคนไปทั่ว เขาจึงดันหลังบุรุษจากกองทหารเกราะดำผู้นี้กลับไป ทั้งยังกล่าวเสียงเบาอีกว่า “อย่ากระโตกกระตากไป ข้ากับพวกเจ้าเป็นคนกันเอง จำคำของข้าไว้”
บุรุษอ้วนเตี้ยจากไปด้วยความสงสัยคับอก เขาไม่เคยคิดมาก่อนเลย ว่าโชคชะตาจะพลิกผันได้ด้วยชั่วพริบตานี้
วันไหว้พระจันทร์ผ่านไปแล้ว ลมยามค่ำคืนจึงหนาวเหน็บเป็นพิเศษ ยามลมตะวันออกพัดใบไม้ในป่าเขา ก็มีเสียงซ่าๆ ที่ชวนให้คนขนลุกขนพองดังมาด้วย
พระจันทร์เสี้ยวลอยอยู่กลางหาว บางครั้งมีเมฆบางๆ ลอยมาบดบัง บรรยากาศเงียบเหงานัก แต่ก็มีเงาร่างสูงใหญ่ยืนนิ่งไม่ไหวติงอยู่ใต้ต้นไม้
ยามสามผ่านไปแล้ว คนที่เขารอกลับยังไม่มา เรียวคิ้วที่เดิมไร้พันธนาการก็พันเกี่ยวเข้าหากันในที่สุด
ขณะที่เขากำลังเตรียมใช้แผนการที่สอง เสียงฝีเท้าที่แผ่วเบาทว่าเจือความสับสนระลอกหนึ่งก็ดังมาแต่ไกล เขาถอยร่างหลบเข้าไปในเงา จนกระทั่งเงาคนเหล่านั้นปรากฏอยู่ใต้แสงจันทร์ และเขามองเห็นทุกคนจนครบถ้วนแล้ว เขาถึงจะปรากฏตัวออกมาบ้าง
ผู้มาเยือนมีทั้งหมดเจ็ดคน หนึ่งในนั้นมีบุรุษอ้วนเตี้ยที่เขาพบเมื่อตอนกลางวันด้วย
ที่นำอยู่ด้านหน้าก็คือมู่หยาง คนที่เขาเอ่ยปากว่าอยากพบ
ครั้นมู่หยางเห็นเขา บนใบหน้ามีความดีใจฉายชัดอย่างบ้าคลั่ง ขอบตาแดงก่ำขึ้นมาโดยพลัน
มู่หยางอ้าปาก หมายจะเอ่ยชื่อที่ไม่ได้ยินใครเรียกมาแล้วสามปี แต่หูเฟิงรีบยกมือขึ้นห้ามไว้ ก่อนจะก้าวเข