งนางที่มีต่อประโยคนี้กันแน่
หลังจากคิดวิเคราะห์อยู่สักพัก นางรู้สึกว่าน่าจะเป็นการอธิบายความคิดเห็นเสียมากกว่า อย่างไรเสียความหมายของประโยคนี้ก็ชัดเจนอยู่แล้ว ไม่ได้ลึกซึ้งมากเท่าไร ไม่จำเป็นต้องอธิบายความหมายอะไร
นางหยิบพู่กันที่เล็กที่สุดขึ้นมา ก่อนจะเขียนตัวอักษรลงไปสองตัว เหลวไหล!
‘การที่ผู้ดีห่วงวางตัว ไม่ห่วงยากจนได้นั้น อันดับแรกผู้ดีจำเป็นต้องเกิดในครอบครัวที่ร่ำรวย ในบ้านมีเงินมากพอให้เรียนหนังสือ มีทรัพยากรมากพอจนทำให้กลายเป็นผู้ดีได้ ไม่เช่นนั้น คนที่แม้แต่ข้าวยังกินให้อิ่มไม่ได้ จะไปคิดเช่นเดียวกับผู้ดีได้อย่างไรกัน หากไม่คำนึงถึงความยากจน เช่นนั้นแล้วต้องทนหิวตายหรือไร นั่นเท่ากับเป็นผู้ดีจอมปลอมอย่างแท้จริง
เฝ้ารักษาคุณงามความดีในยามยาก ครั้นบรรลุความสำเร็จค่อยแจกจ่ายให้ใต้หล้า นี่ต่างหากถึงจะเป็นคติของผู้ดีที่แท้จริง
แต่ไม่ว่าจะเป็นผู้ดีที่ไม่ห่วงยากจน หรือผู้ดีที่เฝ้ารักษาคุณงามความดี ความต้องการสูงสุดก็คือทำให้ตนเองกลายเป็นผู้ดีเสียก่อน
มีเพียงเป็นผู้ดีได้สำเร็จ ถึงจะมีสิทธิ์พูดเรื่องการช่วยเหลือผู้อื่นได้’
ครั้นไป๋จื่อเขียนเสร็จ โจวเสี่ยวเฟิงกับลู่ผิงอันก็ม้วนกระดาษแล้ว ทั้งสองคนยืนอ่านตัวอักษรที่นางเขียนลงบนกระดาษอยู่ข้างหลัง สีหน้าซับซ้อนทีเดียว
ไป๋จื่อหันกลับไปหลังจากม้วนกระดาษแล้ว นางถามทั้งสองคนว่า “ไยพวกเจ้ามีสีหน้าเช่นนั้น”
“หากข้าไม่ได้อยู่ในหมู่บ้านเดียวก