างไรบ้าง เขาสบายดีหรือไม่”
เสี่ยวเฟิงพยักหน้าหงึกหงัก “เขาสบายดีขอรับ ตอนนี้เขาทำงานอยู่ในกองเสบียง ไม่ได้ไปที่สนามรบ”
หูจ่างหลินรีบถอนใจด้วยความโล่งอก “ไม่ต้องไปสนามรบสิดี!”
ไป๋จื่อกลัวว่าเขาจะดีใจจนลืม จึงกำชับอีกครั้งว่า “ท่านลุงหู ท่านอย่าได้หลุดพูดเรื่องของเสี่ยวเฟิงเป็นอันขาดเลยนะเจ้าคะ”
ลุงหูพยักหน้า “วางใจเถอะ ข้ารู้หนักเบาดี ไม่ว่าอย่างไรข้าก็จะไม่พูด เจ้าอย่าบอกแม่ของเจ้ากับซู่เอ๋อล่ะ สตรีอย่างพวกนางชอบพูดเรื่อยเปื่อย ไม่เช่นนั้นพวกนางต้องหลุดปากแน่”
แต่ไหนแต่ไรลุงหูไม่ชอบพูดจามากความ อย่าว่าแต่นางกำชับเขาเช่นนี้เลย ถึงนางจะไม่กำชับ เขาก็ไม่มีทางพูดอะไรออกไปแน่
เสี่ยวเฟิงเพิ่งกินเสร็จ อาอู่กับจ้าวหลานก็เข็นรถเข็นล้อเดียวกลับมาแล้ว
อาอู่ยกถังไม้อันหนักอึ้งเข้ามาในเรือน ขณะเดินไปที่หลังครัวก็พูดว่า “นี่เป็นอาหารมื้อสุดท้ายแล้ว อีกเดี๋ยวคนงานจะมาเชิญเจ้าไปตรวจรับบ้าน เสร็จเรื่องแล้วก็จะคิดบัญชี หากไม่มีปัญหาอะไร พวกเขาจะไปจากที่นี่ก่อนเที่ยงวัน”
เขาวางถังไม้ไว้ที่หลังครัว เมื่อหันกลับมาอีกครั้ง ถึงจะพบว่าในเรือนมีเด็กหนุ่มแปลกหน้าเพิ่มมาอีกหนึ่งคน “เอ๋? นี่ลูกใครกัน ไยมากินข้าวที่บ้านของพวกเราเล่า”
ไป๋จื่อกล่าวกับเสี่ยวเฟิงว่า “เสี่ยวเฟิง นี่คือโจวอาอู่ ช่างบังเอิญนัก เขาก็แซ่โจวเช่นเดียวกัน รีบเรียกเขาว่าพี่อู่สิ”
เสี่ยวเฟิงรีบเรียกอีกฝ่ายว่าอาอู่อย่างว่าง่าย
โจวอาอู่สงสัย