ั้งหมดเช่นกัน
เมิ่งหนานพยักหน้า “ถูกต้อง ตอนที่ข้าเห็นเซียวอ๋องครั้งแรกก็มีความรู้สึกเช่นนั้นแล้ว แม้พวกเขาสองคนจะไม่ได้เหมือนกันราวกับเป็นฝาแฝด ทว่าไม่ว่าจะมองเช่นไรก็เหมือนพี่น้องกันยิ่งนัก”
จินเสี่ยวอันตบเข่าฉาด ร้องเสียงดัง “ข้าว่าแล้ว คนอย่างหูเฟิง มองอย่างไรก็ไม่เหมือนบุรุษตามป่าเขาทั่วๆ ไป รูปลักษณ์หล่อเหลา กลิ่นอายไม่ธรรมดา วรยุทธ์ก็สูงส่งอีกต่างหาก จะมีก็แต่การกระทำหรือการพูดจาของเขา ที่ด้อยกว่าคุณชายตระกูลสูงศักดิ์ในเมืองหลวงของพวกเราส่วนหนึ่ง มิน่าเล่าแม่นางไป๋…” จินเสี่ยวอันรู้สึกได้ถึงแววตาดุดันและเย็นชาของเมิ่งหนาน ถึงได้รู้ตัวว่าตนเองพูดมากเกินไปแล้ว จึงรีบปิดปาก หัวเราะกลบเกลื่อนว่า “คุณชายรีบกินสิ เดี๋ยวเย็นแล้วจะไม่อร่อยนะขอรับ”
เมิ่งหนานโยนน่องไก่ที่กินไปครึ่งหนึ่งกลับไป “มันเย็นตั้งนานแล้ว ไม่อร่อยเลยสักนิด”
เขาผุดลุกขึ้นและเดินไป ทว่าเดินไปได้สองสามก้าวก็หมุนกายกลับมา ทำหน้าเคร่งถามจินเสี่ยวอันว่า “พูดให้จบสิ”
จินเสี่ยวอันส่ายหน้า ทำเป็นไม่รู้เรื่องรู้ราว “พูดอะไรขอรับ ข้าพูดจบแล้ว ไม่มีอะไรจะพูดแล้วขอรับ”
เมิ่งหนานฉวยน่องไก่ในมืออีกฝ่ายมา กล่าวเสียงทุ้ม “อย่าเฉไฉ รีบพูดมา!”
จินเสี่ยวอันเห็นคุณชายอารมณ์ไม่ดีแล้ว จึงลอบต่อว่าตนเองว่าปากพาซวย ตนเองยังไม่เมาแท้ๆ เหตุใดปากพล่อยพูดสิ่งที่ไม่ควรพูดออกมาได้กัน
“เอาล่ะ ข้าจะพูดก็ได้!” หากวันนี้ไม่พูดให้ชัดเจน เกรงว่าจะ