แต่งให้ผู้ใด”
ฟู่กุ้ยวางชามในมือลง ก่อนจะพลิกหลังมือขึ้นเช็ดน้ำแกงที่มุมปาก กล่าวกลั้วหัวเราะว่า “ท่านแม่ ในใจของท่านพี่ชอบพอคนผู้หนึ่งอยู่แล้ว ไม่ใช่ไม่อยากแต่งให้ผู้ใดหรอก”
จางซื่อชะงักงัน ในใจชอบพอคนผู้หนึ่ง? แต่ไหนแต่ไรเจินจูไม่ค่อยได้พูดคุยกับผู้ใด ไม่ออกจากประตูรั้ว ไม่ห่างจากประตูห้อง แล้วนางไปชอบพอใครตั้งแต่เมื่อใดกัน
นางถลึงตามองฟู่กุ้ยครั้งหนึ่ง “อย่าพูดมั่วซั่ว คนอื่นได้ยินเข้าคงไม่ดีแน่”
ฟู่กุ้ยส่ายหน้า “ท่านแม่ ข้าไม่ได้พูดมั่ว ในใจของท่านพี่…”
ไป๋เจินจูถลันมาข้างหน้า ปิดปากของน้องชายเอาไว้ ไม่ให้เขาพูดต่อไปอีก “เจ้าหุบปากเดี๋ยวนี้ ปกติเจ้าชอบพูดมั่วต่อหน้าข้าน่ะช่างเถอะ แต่ยังกล้าพูดมั่วต่อหน้าท่านพ่อกับท่านแม่อีกหรือนี่ ขืนเจ้ายังกล้าพูดต่อไปอีก ระวังไว้เถอะข้าจะฉีกปากเจ้า”
ปีนี้ฟู่กุ้ยอายุสิบสามปี เขามีรูปร่างผอมและเตี้ย สูงพอๆ กับไป๋เจินจูที่อายุสิบห้า ทว่าพละกำลังกลับมหาศาลกว่าเด็กสาวอย่างไป๋เจินจูนัก
เขาออกแรงดันพี่สาวของตนออกไป แลบลิ้นพูดว่า “ข้าไม่ได้พูดมั่วสักหน่อย ท่านชอบหูเฟิงไม่ใช่หรือ ข้ารู้ตั้งนานแล้ว ไม่ต้องปิดบังข้าหรอก เรื่องพรรค์นี้ปิดบังไปแล้วจะสมดังใจปรารถนาได้อย่างไร”
จางซื่อหน้าเปลี่ยนสี “เจินจู ฟู่กุ้ยพูดจริงหรือ เจ้าชอบพอหูเฟิงรึ”
ไป๋เจินจูหน้าแดงราวกับก้นลิงก็ไม่ปาน “ข้าไม่ได้ชอบเขา ท่านอย่าไปฟังฟู่กุ้ยพูดมั่วเลย”
เจ้ารองและจางซื่อล้วนเป็นคนที่