หนือแล้วล่ะ”
นางหันไปมองไป๋เจินจูที่มีเรื่องหนักอกหนักใจครั้งหนึ่ง ก่อนจะกล่าวกับสามีว่า “เจินจูของพวกเราก็อายุไม่น้อยแล้ว ถึงวัยแต่งงานแล้วเช่นกัน ก่อนหน้านี้เคยมีคนมาสู่ขอนาง ทว่าตั้งแต่จ้าวหลานแยกบ้านจากพวกเราไป ก็ไม่เคยมีใครมาทาบทามอีกเลย เพราะทั่วทั้งหมู่บ้านล้วนรู้ว่าบ้านของพวกเราขาดจ้าวหลานไปแล้วก็ไม่น่าจะมีชีวิตสุขสบาย จึงไม่อยากมาเกี่ยวดองกับพวกเรา นี่เป็นหนึ่งในเหตุผลที่ข้าร้อนใจอยากแยกบ้าน มีบ้านใหญ่คอยถ่วงอยู่เช่นนี้ หากเจินจูอยากหาครอบครัวที่ดีแต่งออกไป นั่นเป็นเรื่องยากยิ่งกว่าการขึ้นสวรรค์เสียอีก”
“ตอนนี้พวกเราแยกบ้านแล้ว ขอเพียงพวกเราตั้งใจทำงาน แต่งองค์ทรงเครื่องให้เจินจูสักหน่อย ก็คงไม่ต้องกังวลว่าจะหาครอบครัวที่ดีไม่ได้แล้วกระมัง”
เจ้ารองกำลังจะตอบรับ กลับเห็นไป๋เจินจูลุกขึ้นยืนอย่างกระตือรือร้น นางกล่าวกับผู้เป็นมารดาว่า “ท่านแม่ ข้าไม่อยากแต่งให้ใคร ข้าอยากอยู่เคียงข้างพวกท่านทั้งสอง ไม่ได้อยากแต่งออกไปอยู่บ้านใดทั้งนั้น”
จางซื่อปิดปากหัวเราะเสียงเบา “ดูสิ ไม่ต้องอายหรอก ช่างไร้เดียงสานัก มีสตรีคนใดไม่อยากแต่งงานบ้าง เรื่องแต่งงานก็แค่จะช้าหรือเร็วเท่านั้น ปีนี้เจ้าอายุสิบห้าปีแล้ว ถึงแม้ปีนี้จะยังหมั้นหมายไม่ได้ แต่ปีหน้าจะต้องหมั้นหมายไว้อย่างแน่นอน ขืนชักช้าต่อไป เจ้าจะกลายเป็นสตรีแก่เอานะ”
ไป๋เจินจูร้อนใจ “ท่านแม่ ข้าไม่ได้อาย ข้าพูดจริงๆ เจ้าค่ะ ข้าไม่อยาก