พวกเจ้าไปเก็บข้าวสาลีในนาไม่ใช่หรือ เขาเป็นตัวแทนของบ้านใหญ่อย่างพวกข้าไม่ใช่หรือไร”
เจ้ารองยิ้มเย็น “ต้าเป่า? เฮอะ…เจ้าน่าจะรู้จักบุตรชายของตนเองดีไม่ใช่หรือ เขามีนิสัยชอบทำงานหรือไร เขาเคยทำงานจริงๆ สักวันหรือไม่ ฟู่กุ้ยของข้าเกี่ยวข้าวสาลีไปสิบแถว แล้วเขาเกี่ยวเสร็จสักแถวหรือไม่ นั่นยังเรียกว่าทำงานอยู่รึ”
“หากพวกเจ้าไม่เชื่อก็ถามเขาเอง ทีแรกข้าไม่อยากจะพูด เพราะถึงอย่างไรเสียก็เป็นครอบครัวเดียวกัน และข้าไม่ได้มีความคิดจะแยกบ้านมากขนาดนั้น แต่วันนี้นับว่าข้าตาสว่างแล้ว ข้าเจ้ารองเห็นพวกเจ้าเป็นคนในครอบครัว แต่พวกเจ้ากลับไม่เห็นข้าเป็นคนในครอบครัวของตนเอง”
หญิงชราเห็นบุตรชายของตนเองโมโหจริงๆ แล้ว นางกลัวว่าเรื่องราวจะบานปลาย จึงกล่าวเสียงอ่อน “เจ้ารอง เจ้าพูดเช่นนี้ได้อย่างไร ตลอดเวลาที่ผ่านมาก็ดีอยู่แล้วไม่ใช่หรือ ไยจู่ๆ ถึงพูดจาเช่นนี้ หรือมีคนคอยชี้นำเจ้าอยู่เบื้องหลัง” นางพูดพลางชำเลืองมองจางซื่อ เจตนาชัดเจนจนไม่ต้องพูดออกมา
นางก็แปลกใจเช่นกัน เพราะนิสัยของเจ้ารองต่างจากในอดีต เขาไม่ได้เชื่อฟังนางมากขนาดนั้นแล้ว
เจ้ารองกล่าว “ท่านแม่ ท่านอย่าได้มองภรรยาข้า นางไม่ได้พูดอะไรทั้งนั้น ข้าไม่ใช่คนโง่ แต่เป็นคนที่มีเลือดเนื้อ ผู้ใดจริงใจ ผู้ใดเสแสร้ง ข้าล้วนแยกแยะได้ทั้งสิ้น”
เขากวาดสายตามองพี่ใหญ่และสะใภ้ใหญ่ครั้งหนึ่งอย่างเยือกเย็น “หากเป็นพี่น้องของข้าจริง จะให้ข้าไปร่วมกองทัพได