มากดีเช่นเดียวกัน พวกเจ้าเคยเจอกันมาก่อนหรือไม่ แต่ข้าว่าเมิ่งหนานเหมือนจะไม่รู้จักเจ้าจริงๆ”
หูเฟิงส่ายหน้า “ไม่เคยเจอ ข้ากราบอาจารย์เรียนวรยุทธ์ตั้งแต่อายุสามขวบ ครบสิบสามปีสำเร็จวิชาถึงออกจากสำนัก ครั้นลงเขามาได้ยังไม่ถึงสามเดือนก็ถูกส่งไปปราบจลาจลที่ชายแดน เดินทางครั้งนั้นใช้เวลาถึงเจ็ดปี ในระหว่างเจ็ดปีนั้นข้าไม่เคยได้กลับเมืองหลวง อย่าว่าแต่เมิ่งหนานเลย แม้แต่พี่น้องหลายคนของข้า ข้ายังไม่รู้จักเลยด้วยซ้ำ”
เขาพลันนึกถึงเรื่องหนึ่งขึ้นมาได้ จึงหันไปถามไป๋จื่อว่า “ครั้งก่อนที่เมิ่งหนานโบยคนสกุลไป๋ พู่หยกที่อยู่บนคอของหญิงชราชิ้นนั้น เจ้าเคยเห็นหรือไม่”
ไป๋จื่อส่ายหน้า “ข้าเคยเห็นแค่ครั้งเดียวเท่านั้น” นับว่านี่เป็นความจริง นางเพิ่งเคยเห็นครั้งเดียวจริงๆ
“อืม” หูเฟิงตอบรับ
“เหตุใดจู่ๆ เจ้าถึงถามเรื่องนี้” ไป๋จื่อถามเขา
“พู่หยกเช่นนั้น ก่อนหน้านี้ข้าเคยเห็นมาก่อน ไม่ว่าจะเป็นสีสันหรือรูปทรงของมัน ล้วนคล้ายคลึงกันยิ่งนัก”
ไป๋จื่อพลันใจเต้นแรง รีบถาม “เจ้าเคยเห็นมันที่ไหน”
“ที่บ้านของข้า” หูเฟิงตอบ
เด็กสาวเบิกตากลมโตมองเขา “ที่บ้านเจ้า? เจ้าไม่ได้ล้อเล่นกระมัง”
หูเฟิงกวาดสายตามองนางอย่างเฉยชาครั้งหนึ่ง “เจ้าว่าข้าเหมือนกำลังล้อเล่นหรือไม่”
ไป๋จื่อมองเขาอย่างหมดคำพูด ไม่รู้ว่าควรพูดอะไรต่อ เขาก็มีพู่หยกนั่นชิ้นหนึ่งหรือ หากพู่หยกนั่นเป็นตัวแทนสถานะของคนผู้หนึ่งล่ะก็ เช่นนั้นแล้วนางเป