่านสั่งอะไรดีขอรับ”
ไป๋จื่อกล่าว “ชากาหนึ่ง กับผลไม้แห้งสองสามอย่างก็พอ”
เสี่ยวเอ้อร์รับคำแล้วก็จากไปบัดนี้ในโรงน้ำชาพลันมีเสียงหัวเราะระเบิดขึ้นมาระลอกหนึ่ง
สุดด้านในของโรงน้ำชามีเวทีการแสดงขนาดเล็ก ด้านบนนั้นวางโต๊ะสี่เหลี่ยมจัตุรัสไว้ตัวหนึ่ง เมื่อบุรุษชุดเขียวผู้หนึ่งนั่งลงแล้ว เขาก็เล่าเรื่องราวน่าขบขันในยุทธภพอย่างน้ำไหลไฟดับ สร้างเสียงหัวเราะให้แก่ผู้คน
เมื่อเล่าเรื่องตลกในยุทธภพจบแล้ว บุรุษชุดเชียวก็ยกถ้วยชาบนโต๊ะขึ้นดื่มอึกหนึ่ง ส่วนเหล่าลูกค้าในโถงเริ่มส่งเสียงดังขึ้นมา
“เล่าเรื่องในเมืองหลวงหน่อยสิ”
“ใช่ ข้าฟังเรื่องในยุทธภพจนเบื่อแล้ว เล่าอะไรแปลกใหม่หน่อย เช่น เรื่องในวังหลวง เล่าให้พวกข้าฟังหน่อยเร็ว!”
นิ้วมือของหูเฟิงที่จับถังหูลู่อยู่ขยับเข้าหากันจนแน่น สายตาเย็นชาทอดมองไปยังบุรุษชุดเขียวบนเวที แววตาหยั่งลึกราวกับมหาสมุทร
บุรุษชุดเขียวบนเวทีวางถ้วยชาในมือลง ยิ้มกริ่มว่า “อยากฟังเรื่องในราชสำนัก ก็ใช่ว่าจะไม่ได้…”
ทุกคนรู้กัน ต่างคนต่างหยิบเหรียญทองแดงโยนขึ้นไปบนเวที
บุรุษชุดเขียวกวาดสายตามองเหรียญทองบนพื้น เมื่อเห็นจำนวนเป็นที่น่าพอใจแล้ว คราวนี้เขาถึงหยิบไม้ปลุกสติบนโต๊ะขึ้นมา แล้วตบลงบนโต๊ะเสียงดัง ‘ปัง’ ถือเป็นการเริ่มต้นเล่าเรื่อง
“ว่ากันว่าช่วงก่อนหลังจากฮ่องเต้แต่งตั้งฉุนเฟยเป็นฮองเฮาแล้ว โอรสของพระนาง เซียวอ๋องถูกแต่งตั้งเป็นชินอ๋องเท่านั้น ส่วนตำแหน่งไท่จื่อ