่นก่อนหน้านี้
บนโต๊ะมีอาหารเช้าวางไว้เรียบร้อย เป็นโจ๊กและผักเคียงเช่นเคย ทั้งยังมีหมั่นโถวด้วย
เขาคีบผักเคียงคำหนึ่งใส่ปาก หัวคิ้วพลันขมวดเข้าหากัน เมื่อกลืนลงไปแล้ว เขาก็วางตะเกียบในมือลงทันที แล้วลุกขึ้นเดินออกไปที่ลานบ้าน
หูจ่างหลินกำลังตากหนังเสือและหนังหมาป่า ครั้นเห็นเขาออกมา เขาจึงรีบถาม “ดีขึ้นแล้วหรือ ยังปวดหัวอยู่หรือไม่”
หูเฟิงพยักหน้า “ดีขึ้นแล้ว ไม่ปวดหัวมากแล้วด้วย ท่านพ่อ ไป๋จื่อล่ะ”
หูจ่างหลินนึกถึงสิ่งที่ไป๋จื่อฝากฝังไว้ก่อนหน้านี้ รีบกล่าวว่า “นางบอกว่านางต้องไปยังที่ดิน อีกเดี๋ยวก็กลับมา”
“ไปที่ดิน? ไม่ใช่ว่าวันนี้นางจะไปร้องเรียนที่ที่ว่าการอำเภอหรือ” หูเฟิงถาม
หูจ่างหลินก็ไม่รู้ว่าแท้จริงแล้วไป๋จื่อไปไหน จึงรู้สึกกลัดกลุ้มใจเช่นกัน “นั่นสิ เมื่อวานนางบอกว่าจะไปร้องเรียน แต่ตอนที่จ้าวหลานมาทำอาหารเช้าเมื่อครู่ นางบอกข้าว่าไปจื่อไปที่ดินแล้ว ข้าเองก็สับสนนัก”
สีหน้าของหูเฟิงหม่นลง เขาถามอีกในทันที “อาอู่อยู่หรือไม่”
“ไม่อยู่ ไม่เห็นตั้งแต่เช้าแล้ว” หูจ่างหลินส่ายหน้า
“แล้วรถม้าเล่า” ชายหนุ่มถามอีก
หูจ่างหลินส่ายหน้าอีกครั้ง “รถม้าก็ไม่อยู่เช่นกัน จื่อยาโถวน่าจะนำไปใช้นะ”
หน้าอกของหูเฟิงกระเพื่อมขึ้นลงด้วยความร้อนใจ เขาโมโหไม่น้อย เด็กสาวนางนี้ไปรนหาที่ตายอีกแล้วหรือ คนแซ่กู้ผู้นั้นไม่ใช่คนดีอะไร เขาปล่อยให้พี่เขยของตนเองแสดงอำนาจบาตรใหญ่ในเมืองได้ ก็คงไม่มีทางทำ