้ว นางกล่าวด้วยความโกรธขึ้ง “ที่แท้ก็ดีแต่ปากพูด ในเมื่อสะใภ้ใหญ่คิดเช่นนั้นก็ดีเหมือนกัน วันนี้ข้าขอแสดงจุดยืน ว่าฤดูใบไม้ผลิปีหน้าจะต้องส่งฟู่กุ้ยเข้าเรียนด้วย หากไม่ส่ง เช่นนั้นข้าก็จะแยกบ้าน พวกข้าจะหาเงินส่งเขาเรียนเอง เหตุใดข้าต้องส่งเสียบุตรชายของพวกเจ้าเรียน ทว่าบุตรชายของตัวเองกลับกินข้าวไม่อิ่มด้วยซ้ำไป!”
ทันทีที่หลิวซื่อได้ยินจางซื่อเสนอแยกบ้าน นางก็พลันลนลาน รีบมองไปยังแม่สามี
หญิงชราถลึงตามองหลิวซื่ออย่างดุดันครั้งหนึ่ง นับเป็นการกล่าวโทษว่าวาจาของนางเมื่อครู่นี้ช่างไม่น่าฟังเอาเสียเลย จึงไม่แปลกที่จางซื่อจะบันดาลโทสะเช่นนี้ จางซื่อไม่ใช่จ้าวหลาน ถึงได้จะยอมถูกรังแกง่ายๆ เช่นนั้น
“เอาล่ะ พวกเจ้าอย่าถกเถียงกันเลย ข้ายังไม่ตายเสียหน่อย ได้ยินแต่คำว่าแยกบ้านๆ อยู่ตลอด น่ารำคาญใจจนข้าแทบจะอึดอัดตายแล้ว” หญิงชรากล่าวเสียงเย็น
ภายนอกนางดูเหมือนกำลังไกล่เกลี่ย ทว่าความจริงแล้วกลับมองไปทางจางซื่อ แล้วจางซื่อจะไม่เข้าใจได้อย่างไร ไฟโทสะในใจของสะใภ้รองคนนี้กำลังจะปะทุอีกครั้ง ทว่าเจ้ารองที่อยู่ข้างกายก็รีบพูดขึ้นมา “ตอนนี้อย่าเพิ่งพูดเรื่องนี้เลย มาคิดกันดีกว่าว่าพวกเราจะมีชีวิตกันต่อไปอย่างไร ข้าวสาลียังเก็บเกี่ยวไม่ได้ ในบ้านไม่มีข้าวสารตุนไว้เลย กินผักป่าก็กินได้ไม่นานเท่าไรนัก หากเป็นเช่นนี้ต่อไป เมื่ออากาศเย็นลงแล้ว ผักป่าก็ย่อมไม่มีเช่นกัน แล้วถึงตอนนั้นพวกเราจะทำอย่างไรกั