รองก็เดินออกมาจากในเรือนเช่นกัน ฝ่ายจางซื่อรีบพูดต่อเจ้าใหญ่ทันที “พี่ใหญ่พูดถูก บ้านของพวกเราใช่ว่าจะไม่มีเงินซื้อข้าว เหตุใดยังต้องกินผักป่าด้วยเล่า เสี่ยวเฟิงยังดี มีไข่ไก่กินบำรุงร่างกายทุกวัน แต่ฟู่กุ้ยกับเจินจูของข้าเล่า ฟู่กุ้ยยังอยู่ในวัยเจริญเติบโต พักนี้เจินจูก็มีสีหน้าเปลี่ยนไปเช่นกัน หากเป็นเช่นนี้ต่อไป ร่างกายของเด็กๆ จะต้องพังเสียหายแน่”
หลิวซื่อเห็นจางซื่อพูดถึงเสี่ยวเฟิง ในใจของนางย่อมไม่พอใจ “น้องสะใภ้หมายความว่าอย่างไร เสี่ยวเฟิงกินไข่ไก่แล้วอย่างไร ต่อไปเขาจะต้องเป็นขุนนาง หากไม่กินไข่ไก่บำรุงร่างกาย แล้วเขาจะเรียนหนังสือได้หรือ สมองฝ่อกันหมดพอดี”
จางซูเหมยถลึงตามองสะใภ้ใหญ่ “สะใภ้ใหญ่ ในเมื่อพูดเช่นนี้ ข้าก็จะให้ฟู่กุ้ยเข้าโรงเรียนตั้งแต่ปีหน้าเป็นไป กินไข่ไก่บำรุงร่างกายทุกวันเช่นเดียวกัน ไม่เช่นนั้นเดี๋ยวเขาจะสมองฝ่อ ว่าแต่เจ้ามีสิทธิ์อะไร ทุกคนล้วนเป็นคนสกุลไป๋ เหตุใดไป๋เสี่ยวเฟิงถึงเข้าเรียนได้ แต่ฟู่กุ้ยของข้าเข้าเรียนไม่ได้อย่างนั้นหรือ เหตุใดต้องประเคนของดีและของอร่อยในบ้านให้กับไป๋เสี่ยวเฟิง ส่วนฟู่กุ้ยของข้าได้เก็บของที่เขาไม่ต้องการกินอย่างนั้นหรือ”
เมื่อได้ยินดังนั้น หลิวซื่อก็แค่นหัวเราะเสียงหนึ่ง แล้วพูดขึ้นเสียงว่า “มีสิทธิ์อะไร? นั่นก็เพราะเสี่ยวเฟิงของข้าฉลาดกว่าฟู่กุ้ยของเจ้า หากให้ฟู่กุ้ยของเจ้าไปเรียน เขาจะเรียนได้หรือ”
จางซื่อโมโหจนทนไม่ไหวแล