้องยุ่งเกี่ยวกันอีก”
“ทว่าแม้จะไม่ใช่ครอบครัวเดียวกัน แต่ก็นับว่าเป็นคนในหมู่บ้านเดียวกัน เมื่อคนในหมู่บ้านเจอปัญหา ช่วยเหลือซึ่งกันและกันก็ถูกต้องแล้ว”
ไป๋จื่ออมยิ้ม สายตาจับจ้องหญิงชราที่มีใบหน้าแต่รอยตีนกา ด้วยอยากจะดูว่านางจะพูดอะไรออกมาได้อีก
สายตาของหญิงชรามองไปยังแตงดินถุงนั้นโดยตลอด “ได้ยินว่าพวกเจ้าเก็บเกี่ยวแตงดินได้มาก บัดนี้เกรงว่าจะขายแตงดินนี้ไม่ค่อยได้ เอาอย่างนี้ พวกข้ารู้จักคนเยอะ ให้พวกข้าช่วยเจ้าเอง ยิ่งกำลังคนมาก ก็ดีกว่าพวกเจ้าสองแม่ลูกทำเรื่องต่างๆ ด้วยตนเองนัก”
คำพูดนี้นางก็ยังพูดออกมาได้ อย่าว่าแต่ ณ ที่ตรงนี้มีคนเชื่อหรือไม่ เกรงว่าแม้แต่ตัวนางเองก็ยังโน้มน้าวไม่ได้เลยกระมัง
ไป๋จื่อโบกมือ “นั่นไม่จำเป็นหรอก แตงดินของพวกข้าไม่ต้องกังวลเรื่องการปูทางค้าขาย ไม่นานก็จะขายออกไปได้ทั้งหมด” ครั้นพูดจบ นางก็หันไปเรียกเหล่าสตรีที่กำลังซักเสื้อผ้าอยู่ริมแม่น้ำ “อีกสองสามวันเชิญท่านป้าท่านน้าทุกคนมาช่วยข้าเก็บแตงดิน ข้าจะให้ค่าแรงพวกท่านด้วยนะเจ้าคะ”
ทันทีที่ทุกคนได้ยินดังนั้น ก็พากันดีใจกันยกใหญ่ ข้าวสาลีในทุ่งนายังไม่ออกรวง พวกนางล้วนเบื่อหน่ายอยู่ที่บ้าน หากได้ใช้เวลาว่างเหล่านี้หาเงินมาใช้จ่ายภายในบ้านได้บ้าง ก็ย่อมดีเป็นอย่างยิ่ง
มีคนถามว่า “จื่อยาโถว แตงดินของเจ้าเป็นพันธุ์ใด เหตุใดถึงออกผลรวดเร็วเช่นนี้ ข้าจำได้ว่าเมื่อก่อนตอนที่พวกข้าปลูกแตงดิน ต้องใช้เวลาถึงส