งเช่นกัน เขาไม่ได้มีเจตนาจะหาเรื่องเจ้าหรอก”
ความคิดของหูเฟิง ไหนเลยไป๋จื่อจะไม่รู้ เพียงแต่หูเฟิงปากร้ายนัก คำกล่าวของเขาช่างไม่น่าฟังเอาเสียเลย นางจึงตีฝีปากกับเขาอย่างอดไม่อยู่
ตอนนี้นางรู้สึกเสียดายขึ้นมาแล้ว ถึงอย่างไรเข้าเมืองก็ต้องนั่งรถม้า และหูเฟิงก็เป็นสารถีประจำตัวของนางไปแล้ว บัดนี้เขาโมโหเช่นนี้ พรุ่งนี้นางจะทำอย่างไรเล่า
ตอนบ่าย นางกับจ้าวหลานไปยังที่ดิน ขุดมันฝรั่งถุงหนึ่งกลับมา
ทั้งสองนั่งยองล้างมันฝรั่งอยู่ริมแม่น้ำ จ้าวหลานมีสีหน้าเบิกบานใจนัก “จื่อเอ๋อร์ แต่ไหนแต่ไรข้าเคยเห็นแตงดินหัวใหญ่เช่นนี้เลย คิดไม่ถึงจริงๆ ว่าเวลาเพียงหนึ่งเดือน แตงดินจะออกผล ทั้งยังหัวใหญ่ถึงเพียงนี้ สุกงอมเร็วยิ่งกว่าข้าวสาลีเสียอีก เหนือความคาดหมายยิ่งนัก”
ไป๋จื่อก็ยิ้มไม่หุบเช่นกัน “ข้าก็คิดไม่ถึงเช่นกันเจ้าค่ะ ดูท่าออกผลเป็นหมื่นชั่งในที่หนึ่งหมู่คงไม่เกินจริง ทว่าสิ่งที่เร่งด่วนในตอนนี้ คือรีบปูทางการค้าขายให้เรียบร้อย”
เมื่อพูดถึงปูทางการค้าขาย สีหน้าปลื้มปีติของจ้าวหลานก็จางลงไปบ้าง “จื่อเอ๋อร์ ก่อนหน้านี้เคยมีคนตายเพราะพิษแตงดิน พวกเรารู้ว่ามันเป็นของดีก็จริง แต่พวกชาวบ้านไม่รู้ เกรงว่าจะขายออกได้ยากกระมัง”
“ไม่เป็นไรเจ้าค่ะ ข้ามีหนทางของข้า” นางไม่เคยคิดจะขายให้ชาวบ้านที่ซื้อผักในตลาดเหล่านั้นอยู่แล้ว มันฝรั่งหมื่นชั่ง หากนำไปขายในตลาดทั้งหมด ผลลัพธ์คงจะไม่ต่างอะไรกับท่านยายที่นา