่างไร้ร่องรอยในทันที “ขอรับๆ ข้าจะไปเดี๋ยวนี้” ครั้นรับคำจบ เขาก็หายไปราวกับควัน
ไป๋จื่อยิ้มกล่าว “พวกท่านทั้งสองไม่เหมือนเจ้านายกับลูกน้องเลยสักนิด เหมือนพี่น้องกันมากกว่า”
เมิ่งหนานหันไปมองทางประตู อันเป็นทิศทางที่จินเสี่ยวอันหายวับไป เวลานี้ไม่มีเงาร่างของอีกฝ่ายแล้ว แต่ในสายตาของเขายังคงเหมือนกับเห็นจินเสี่ยวอันอยู่ “เขาติดตามข้าตั้งแต่สิบขวบ พวกข้าโตมาด้วยกัน ข้าไม่เคยเห็นเขาต่ำต้อยกว่า สำหรับข้าแล้ว เขาเป็นคนที่สนิมสนมกับข้ายิ่งกว่าพี่น้องในตระกูลของข้าเหล่านั้นอีก”
เด็กสาวมองตามสายตาของเขา มองไปทางประตู ตรงนั้นไม่มีอะไรอยู่เลย แต่กลับคล้ายกับมีเงาร่างอยู่เลือนราง “เขาก็รู้สึกกับท่านเช่นเดียวกันเจ้าค่ะ มีคนที่รู้ใจและสนิมสนมเช่นนี้อยู่ข้างกายสักคน นับว่าพวกท่านโชคดียิ่งนัก”
เมิ่งหนานตาเป็นประกาย ก่อนจะหันกลับมามองนางและหูเฟิง “เจ้ากับหูเฟิงไม่ได้มีความสัมพันธ์แนบชิดกันเช่นพี่ชายและน้องสาวหรอกหรือ”
ความสัมพันธ์แนบชิดกันเช่นพี่ชายและน้องสาว?
แต่ไหนแต่ไรไป๋จื่อไม่เคยคิดเช่นนั้น ทว่าเมิ่งหนานพูดเช่นนี้ นางถึงรู้สึกว่าเหมือนอยู่บ้างจริงๆ ตั้งแต่นางกับท่านแม่เข้าไปอาศัยในสกุลหู แม้หูเฟิงจะไม่ชอบพูดจานัก แต่การกระทำของเขาสำคัญกว่าคำพูดอย่างยิ่ง เขามักจะปกป้องนางอยู่ข้างๆ อย่างเงียบเชียบเสมอ คอยต้านลมบังฝนให้นาง
นางยิ้ม “ใช่เจ้าค่ะ ความจริงแล้วเขาเหมือน…”
“เกี่ยวอะไรกับเจ้า”
ไป๋จื่อย