ควรค่าเป็นเงินไม่เท่าไร”เจ้าใหญ่สีหน้าคร่ำเคร่ง ความยินดีบนใบหน้าหายไปในพริบตา รีบถามว่า “ควรค่าเป็นเงินไม่เท่าไร เช่นนั้นแล้วเป็นเงินเท่าไรกัน บอกราคามาเถิด”เจ้าของร้านยื่นมือไปหยิบเงินสองก้อน ก้อนละสิบตำลึงเงินออกมาจากในกล่องข้างใต้ตู้ แล้ววางตรงหน้าต่างบานเล็กเสียงดัง ‘ปัง’ “ยี่สิบตำลึง พวกเจ้าจะจำนำก็จำนำ หากไม่จำนำก็กลับไปเสีย”เมื่อได้ยินว่าจำนำได้ยี่สิบตำลึง เจ้าใหญ่ก็มีสีหน้ายิ้มแย้มในทันที ทีแรกเขายังคิดว่าจะจำนำได้เพียงไม่กี่ตำลึงเงิน จำนำได้ยี่สิบตำลึงเช่นนี้ ช่างเกินไปจากจินตนาการของเขานัก ดียิ่ง ดีเหลือเกิน“จำนำ ข้าจำนำ” เจ้าใหญ่รีบกล่าวเจ้าของร้านกระตุกยิ้มที่มุมปาก ใบหน้ามีแต่ความดูถูก ในใจกล่าวว่าช่างเป็นคนที่ไม่ดูตาม้าตาเรือเอาเสียเลยเขาดันเงินออกจากช่องหน้าต่างขนาดเล็ก ขณะเขียนตั๋วจำนำก็จงใจถามเขาว่า “เจ้ามาจากที่ใดหรือ”เจ้าใหญ่รีบตอบ “พวกข้ามาจากหมู่บ้านหวงถัว สกุลไป๋ หากพูดถึงเจ้าใหญ่ไป๋ที่หมู่บ้านหวงถัว ก็ไม่มีใครไม่รู้จักข้าหรอก”เจ้าของร้านจดบันทึกบางอย่างลงบนสมุดบัญชี ถึงอย่างไรพู่หยกนี้ก็ล้ำค่ายิ่งนัก และพวกเขาได้มาอย่างไรก็ไม่ชัดเจน หากในอนาคตเกิดเรื่องอะไรขึ้น อย่างน้อยก็จะตามหาต้นตอได้เจ้าใหญ่และเจ้ารองนำเงินยี่สิบตำลึงเงิน รวมถึงตั๋วจำนำออกจากโรงจำนำด้วยความปลื้มปีติ ระหว่างทางเห็นว่ามีร้านขายเนื้อ จึงซื้อเนื้อมาเสียสองชั่ง ด้วยไม่ได้กินข้าวให้อิ่มท้องมา