จ้าอย่างนั้นแหละ” เขาก็คร้านจะพูดมากความ จึงหมุนกายออกจากด้านใน
หูเฟิงมองเสื้อผ้าเบื้องหน้า ก่อนจะใส่ทุกชิ้นบนร่างกายของตนเองอย่างคุ้นเคย เขาเกิดความรู้สึกบางอย่างขึ้นเลือนราง ว่าเมื่อก่อนเขาจะต้องเคยสวมเสื้อผ้าเช่นนี้อยู่บ่อยๆ
หลังจากสวมเสื้อผ้าสะอาดเรียบร้อยแล้ว เขาก็หยิบผ้าขนหนูข้างๆ มาเช็ดหยดน้ำจากบนเรือนผม แล้วมัดเป็นมวยผมอย่างลวกๆ ปล่อยเพียงบางส่วนที่ยังเปียกอยู่ให้ระบ่า จากนั้นก็ออกไปทั้งอย่างนั้น
องครักษ์จินยืมชุดกระโปรงมาชุดหนึ่ง เพิ่งส่งถึงมือของไป๋จื่อ หูเฟิงก็เปิดประตูออกมาแล้ว
สายตาของทั้งสามคนจับจ้องบนเรือนร่างของหูเฟิงในทันที ไม่มีใครละสายตาแม้สักคน
องครักษ์จินถอนใจกล่าว “ว่ากันว่าไก่งามเพราะขน คนงามเพราะแต่ง คำพูดนี้ว่าไว้ไม่ผิดเลยจริงๆ”
เมิ่งหนานมองหูเฟิง หัวคิ้วเลิกขึ้นเล็กน้อย ไม่ว่าจะเป็นหน้าตาหรือว่าท่าทาง หูเฟิงล้วนไม่ต่างอะไรจากชายหนุ่มจากหมู่บ้านชาวนาทั่วไป ทว่าครั้นถอดเสื้อผ้าหยาบนั้นออก สวมใส่เสื้อผ้าชั้นดีที่งดงาม ก็ราวกับเขาควรจะใส่เสื้อผ้าราคาแพงเช่นนี้มาตั้งแต่เกิด ความสูงส่งจากภายในกายเขาสายหนึ่งทำให้ไม่อาจมองข้ามไปได้
ยามเห็นหูเฟิงเป็นครั้งแรก เขาเคยมีความรู้สึกเช่นนี้เหมือนกัน ทว่าตอนนี้คิดเพียงตนเองตาฝาดไป กลับคิดไม่ถึงเลยว่าตอนนี้จะไม่ได้ตาฝาด
ไป๋จื่อยิ้มพลางก้าวไปข้างหน้า ยื่นมือไปลูบเสื้อผ้าบนกายหูเฟิง “เสื้อผ้าสีนี้ดูดียิ่งนัก”
หูเฟิงไม่มีอารมณ