งได้ตามใจชอบหรือ หนึ่งปีไม่ต้องซื้อข้าวก็ยังได้”
หญิงชรายิ่งฟังก็ยิ่งปวดใจ หนึ่งร้อยตำลึงเงินของไป๋จื่อและจ้าวหลาน เดิมควรจะเป็นเงินของพวกตนสิ
ตอนนี้กลับถูกไป๋จื่อนำไปเลี้ยงคนที่ไม่ได้เกี่ยวข้องกันเหล่านั้น แล้วนางจะทนความโกรธนี้ได้อย่างไร
เมื่อเห็นสีหน้าที่เต็มไปด้วยความคร่ำเคร่งของมารดา เจ้าใหญ่ก็รีบถามว่า “ท่านแม่ ท่านคิดจะทำอย่างไร”
หญิงชราก้มลงมองถังข้าวที่ว่างเปล่า พลางกัดฟันกล่าว “ในเมื่อนางเลี้ยงคนสกุลหูได้ เช่นนั้นพวกเราคนสกุลไป๋ก็ต้องให้นางเลี้ยงเช่นกัน ไป ไปเอาข้าวมาจากนาง”
เจ้าใหญ่นึกถึงหูเฟิงในทันที เขารีบส่ายหน้า “ข้าไม่ได้ ถ้าจะไปพวกท่านก็ไปเถอะ”
จางซื่อก็กล่าวเช่นกัน “ข้าก็ไม่ไปเจ้าค่ะ”
แม่สามีถลึงตามองนางครั้งหนึ่ง จากนั้นก็หันไปเรียกเจ้ารองที่ ‘นอนเป็นศพ’ อยู่ในห้อง “เจ้ารอง ฟู่กุ้ย ออกไปกับพวกข้าหน่อย”
แม้เจ้ารองจะไม่ได้ออกจากห้อง แต่ก็ได้ยินเสียงความเคลื่อนไหวข้างนอกอย่างชัดเจน พี่ใหญ่กับภรรยาต่างพูดแล้วว่าไม่ไป เช่นนั้นเขาก็จะไม่ไปเหมือนกัน
“ท่านแม่ ก้นของข้ายังเจ็บอยู่เลย ฟู่กุ้ยก็ยังไม่หายเช่นกัน พวกท่านอยากไปก็ไปเถิด พวกข้าไปไม่ไหว”
หญิงชราโมโหไม่น้อย แต่กลับอดกลั้นไว้ไม่ว่าอะไร ส่วนหลิวซื่อทนความโกรธนี้ไม่ไหวแล้ว นางกล่าวเสียงแหลม “ได้ พวกเจ้าบ้านรองไม่ไปใช่หรือไม่ ตกลง อีกเดี๋ยวพวกข้านำข้าวกลับมาแล้ว พวกเจ้าอย่ากินก็แล้วกัน”
จางซื่อกล่าวเสียงเรียบ “ได้ เช่