้าไปยืมเขา เขาต้องให้เจ้ายืมแน่”
จางซื่อมองตาขวางใส่สามีในทันที “ฝันไปเถอะ ข้าวที่ยืมมาจากพี่ชายข้า จนตอนนี้ยังไม่ได้คืนเลย ข้าว่าพวกเจ้าสกุลไป๋ไม่คิดจะคืนโดยสิ้นเชิง เห็นพี่ชายข้าเป็นกระต่ายอ้วนหรืออย่างไร พี่ชายข้าปลูกนาทำที่ดินเพียงลำพัง เลี้ยงลูกถึงสามคน เขามีชีวิตง่ายๆ หรือ หลายวันนี้ข้าอยู่กินเปล่าๆ ที่บ้านของเขา พวกเจ้าเคยคิดให้ข้านำข้าวไปบ้างหรือไม่”
เจ้ารองหดคอ เห็นภรรยาโมโหเช่นนี้จึงรีบพูดเสียงเบา “คิดเสียว่าข้าไม่เคยพูดแล้วกัน”
จางซื่อแค่นหัวเราะ “ไม่ใช่แค่ข้าที่มีครอบครัวฝั่งแม่ แม่ของเจ้าก็ยังมีพี่น้องไม่ใช่หรือ สะใภ้ใหญ่ก็มีพี่น้องเช่นกัน เหตุใดไม่เห็นพวกนางกลับบ้านแม่ไปยืมข้าว ยืมน้ำมันบ้าง กลับคิดแต่จะให้ข้ากลับบ้านไปยืมของ”
“ยืมก็ยืมเถอะ สุภาษิตว่าไว้ คืนของตรงเวลา ครั้งหน้ายืมอีกไม่ใช่เรื่องยาก แต่พวกเจ้ากลับคิดแต่จะยืมอย่างเดียว ไม่คิดคืนบ้างเลย เห็นคนอื่นเป็นคนโง่หรือไร ไม่คืนแล้วคนอื่นจะให้พวกเจ้ายืมเป็นครั้งที่สองหรือ”
เจ้ารองก้มหน้า พลางตะเกียกตะกายลงจากเตียง ท้องร้องจ๊อกๆ อยู่ตลอด มื้อกลางวันของเขาคือน้ำแกงข้าว เดิมหวังว่าข้าวตอนเย็นจะได้กินข้าวให้อิ่มท้องสักหน่อย ผลสุดท้ายปรากฏว่าแม้แต่น้ำแกงข้าวในตอนนี้ก็ไม่มี
สกุลหู
หญิงชราและหลิวซื่อมาถึงด้านนอกเรือนไม้ที่จ้าวหลานและไป๋จื่ออยู่ ครั้นเห็นเรือนไม้ลงกลอนไว้ จึงรู้ว่าพวกนางจะต้องอยู่ที่เรือนใหญ่ด้านหน้าของสก