ี้อยู่ในเมืองไม่น้อย ทำให้นางรู้สึกอิจฉา คิดเพียงว่าเมื่อบุตรชายแต่งงาน นางจะได้สวมเสื้อผ้าเช่นนี้บ้าง และถือโอกาสอวดโฉมต่อหน้าคนในหมู่บ้านและครอบครัวเช่นกัน
หญิงชรามองเสื้อผ้าแล้วก็มุ่นคิ้ว “เพิ่งจะได้เงินมาไม่เท่าไร ก็ใช้จ่ายฟุ่มเฟือยเช่นนี้แล้ว สตรีทำไร่ทำนาคนหนึ่ง จะสวมเสื้อผ้าสวยๆ เช่นนี้ไปไย? ไม่กลัวคนหัวเราะเยาะเสียเลย”
ทั้งสองคนไม่ทักทายสักคำ เพียงเดินตรงไปในเรือนไม้ แต่ใครจะรู้ว่าครั้นทั้งคู่เพิ่งถึงประตูเรือน น้ำกะละมังหนึ่งก็สาดเข้ามาใส่หน้า ทำให้พวกนางกลายเป็นไก่ตกน้ำ
ในมือของจ้าวหลานถือกะละมังไม้ พลางมองหญิงชราและหลิวซื่อด้วยสีหน้าตกใจ “โอ้…เหตุใดพวกท่านอยู่ที่นี่ล่ะ? ขอโทษจริงๆ ข้าเพิ่งเทน้ำล้างหน้า” บนใบหน้าของนางมีรอยยิ้ม แม้ปากจะพูดว่าขอโทษ แต่ในดวงตากลับไม่มีแววขอโทษแม้สักนิด
เรือนไม้เล็กนัก กั้นเสียงได้แย่มาก เสียงพึมพำของพวกนางสองคนที่อยู่ข้างนอก นางจะไม่ได้ยินได้อย่างไร
ดังนั้นน้ำสกปรกกะละมังนี้ จึงสาดใส่หน้าของพวกนางสองคนอย่างพอดิบพอดี
หลิวซื่อเช็ดน้ำออกจากใบหน้า แล้วจ้องมองแขนของอีกฝ่ายด้วยความตะลึงลาน “มือเจ้าหายแล้วหรือ?” กะละมังไม้เมื่อครู่ไม่เบาเลย ยิ่งไม่ต้องพูดถึงว่าในกะละมังใส่น้ำไว้มากกว่าครึ่ง
จ้าวหลานวางกะละมังไม้ลง พลางลูบแขนป้อยๆ “ยังเจ็บอยู่นิดหน่อย แต่น่าจะไม่ใช่เรื่องใหญ่แล้ว”
หญิงชราหยิบผ้าเช็ดมือออกมาจากในอก แล้วเช็ดอย่างลวกๆ รอบหนึ่ง ความโกร