นางอยากจะชิมตั้งนานแล้ว เมื่อเห็นหูเฟิงพูดเช่นนั้น ก็ยิ่งต้องกลืนน้ำลายอึกใหญ่ แต่นึกขึ้นได้ว่าคนสกุลไป๋จะเข้ามาแล้ว จึงอดทนไม่หยิบตะเกียบ
ไป๋จื่อคีบเกี๊ยวชิ้นหนึ่งวางไว้ในถ้วยตรงหน้าของจ้าวหลาน เด็กสาวกล่าวพร้อมรอยยิ้ม “ท่านแม่รีบกินเถอะ จะรับมือกับพวกเขา มีข้าก็พอแล้ว ท่านเพียงกินไปพลาง ชมเรื่องสนุกไปพลาง ไม่จำเป็นต้องพูดอะไรหรอกเจ้าค่ะ”
จ้าวหลานรู้ว่าตอนนี้ไป๋จื่อมีความสามารถที่จะรับมือกับคนสกุลไป๋ บุตรสาวกล่าวเช่นนี้ ก็หมายความว่าคิดกลยุทธ์ไว้แล้ว ในใจนางปลาบปลื้มยิ่งนัก จึงพยักหน้า “ได้ แม่ฟังเจ้า”
นางคีบเกี๊ยวขึ้นมากัดคำหนึ่ง ครึ่งหนึ่งแป้ง ครึ่งหนึ่งไส้ รสชาติของมันดีเสียจนนางเกือบจะกัดลิ้น
คนสกุลไป๋เข้ามาในเรือนในเวลานี้พอดี ครั้นเห็นอาหารบนโต๊ะเช่นนี้ โดยเฉพาะจ้าวหลานใช้ตะเกียบคีบสิ่งของกินไปครึ่งหนึ่ง แป้งขาวๆ ห่อผักสีเขียวและเนื้อสดอร่อยไว้ข้างนั้น อีกทั้งกลิ่นหอมๆ ของมันนั้น ช่างดึงดูดเสียเหลือเกิน
พวกเขากลืนน้ำลายอย่างพร้อมเพรียง นี่มันชีวิตอย่างไรกัน อุดมสมบูรณ์นัก! ถึงแม้เป็นช่วงปีใหม่ของพวกเขา ก็ยังไม่ได้กินของอร่อยเช่นนี้เลย
เดิมทีพวกเขาคิดว่าหลังจากข้าวหลานและไป๋จื่ออกจากสกุลไป๋แล้ว พวกนางจะยิ่งลำบาก ไม่มีที่อยู่อาศัย ทั้งยังไม่มีข้าวกิน กลายเป็นที่น่าหัวร่อของหมู่บ้าน และหายไปจากสายตาของพวกเขาโดยสิ้นเชิง
แต่ใครจะรู้ ว่าพวกนางกลับไม่ได้ตกอับอย่างที่จินตนาการไว้
พ