จ้าพูดมาสิ ว่าเจ้าได้เงินมาจากที่ใด หากไม่ได้ขโมยเงินของข้า แล้วเจ้าจะหาเงินมากมายมาจากที่ใด”
ทันใดนั้น หูจ่างหลินก็ออกมาจากในห้อง เขาหัวเราะเยาะว่า “ที่นี่คือสกุลหู ไม่ใช่สกุลไป๋ของพวกเจ้า สกุลหูของพวกข้ากินอะไร ใช้เงินเท่าไรเพื่อกินของพวกนี้ แล้วมันเกี่ยวอะไรกับสกุลไป๋ของพวกเจ้า”
หลิวซื่อตอบโต้ “จะไม่เกี่ยวได้อย่างไร ก่อนหน้านี้พวกเจ้าสกุลหูก็ไม่ได้ใช่ชีวิตหรูหราเช่นนี้ ครั้นจ้าวหลานกับไป๋จื่อมา พวกเจ้าก็มีเงิน ทั้งยังกินดีอยู่ดี นี่ชัดเจนว่าใช้เงินของจ้าวหลานและไป๋จื่อไม่ใช่หรือ แล้วหัวขโมยอย่างพวกนางจะหาเงินมาจากที่ใด หากไม่ได้ขโมยมาจากสกุลไป๋ของพวกข้า”
ไป๋จื่อมองสีท้องฟ้าข้างนอก “วันนี้เย็นแล้ว พรุ่งนี้แล้วกัน พรุ่งนี้ข้าจะคิดบัญชีให้อย่างดี”
หลิวซื่อใจเต้น “คิดบัญชีอะไร เจ้ายอมรับว่าขโมยเงินของพวกข้าสกุลไป๋หรือ”
เด็กสาวแค่นหัวเราะ “พรุ่งนี้ข้าค่อยบอกเจ้า วันนี้พอแค่นี้ พวกข้าหิวแล้ว ต้องรีบกินข้าว ส่วนพวกเจ้าก็กลับไปเถอะ ขืนชักช้าไปมากกว่านี้ เกรงว่าเวลากินโจ๊กใสๆ คงจะไม่มีแม้กระทั่งในหนึ่งตะเกียง” คำพูดนี้ไม่เกินจริงเลยสักนิด ตะเกียงใส่น้ำมันที่เหลือน้อยกว่าครึ่ง วันนั้นถูกหยางซื่อเกินทุบจนแตกละเอียด ไม่มีเหลือเลยสักนิด
หญิงชราจะยอมไปได้อย่างไร เรื่องนี้ยังไม่กระจ่างแจ้งเลย
นางกำลังคิดจะอ้าปาก กลับเห็นหูเฟิงทิ้งตะเกียบลงบนโต๊ะดัง ‘ปัง’ ทั้งยังกล่าวด้วยสีหน้าบึ้งตึง “ยังไม่รี