บไสหัวไปอีก”
เสียงของเขาไม่ดังมาก แต่กลับเย็นชาเป็นพิเศษ ท่าทางของเขากดอัดผู้คนราวกับภูเขาไท่ซาน ทำให้หญิงชราต้องกลืนคำพูดที่เหลือกลับไป อีกทั้งร่างกายก็ถอยหลังไปสองก้าวอย่างอดไม่ได้
หลิวซื่อคิดถึงท่าทางดุร้ายนามที่หูเฟิงหักแขนสองข้างของเจ้าใหญ่ในวันนั้น ในใจพลันลุกลี้ลกลน รีบดึงแขนเสื้อของแม่สามี พลางกล่าวว่า “ท่านแม่ นางเด็กน่าตายนี่กล่าวแล้วว่าพรุ่งนี้จะคิดบัญชีกับพวกเราให้ชัดเจนไม่ใช่หรือเจ้าคะ เช่นนั้นพวกเราค่อยว่ากันพรุ่งนี้เถิด”
แม่สามีเห็นหนทางให้ก้าวลง จึงหาข้ออ้างก้าวลงทันที “ตกลง เช่นนั้นพรุ่งนี้ค่อยว่ากัน แต่ข้าขอเตือนพวกเจ้าสองคน อย่าได้คิดหนี ไม่เช่นนั้นข้าต้องหาทางจับพวกเจ้ากลับมาแน่ เพื่อฉีกหน้ากากของพวกเจ้า”
ไป๋จื่อกวาดสายตามองนางอย่างเยือกเย็น น้ำเสียงเฉยชาเสียดแทงพวกเขาราวกับมีด “เช่นนั้นข้าขอพูดแบบเดียวกับพวกเจ้า ระหว่างที่ยังไม่ได้คิดบัญชีอย่างชัดเจน อย่าได้คิดหนี ระวังถูกจับกลับมาแล้วจะถูกหักขา”
หญิงชราโกรธเกรี้ยวยิ่งนัก ทว่าก็ไม่กล้าก่อเรื่องต่อหน้าหูเฟิง ทำได้เพียงข่มอารมณ์คุกรุ่นนี้ไว้ แล้วนำทั้งครอบครัวออกจากสกุลหูไป
เมื่อพวกเขาไปแล้ว หูจ่างหลินก็ตามว่า “จื่อยาโถว ที่เจ้าพูดเมื่อครู่หมายความว่าอย่างไร พรุ่งนี้สะสางบัญชี”
เด็กสาวแค่นหัวเราะ “นางใส่ร้ายว่าข้าขโมยเงินนางไม่ใช่หรือเจ้าคะ เช่นนั้นข้าจะให้นางสมใจ พรุ่งนี้ข้าจะไปฟ้องร้องที่อำเภอ ขอให้เจ้าหน้าที่ร