ดท้ายที่ข้าไป๋จื่อจะทน ต่อไปหากพบข้าในหมู่บ้านอีก แล้วยังกล้าไร้มารยาทเช่นนี้ ก็อย่าหาว่าข้าไม่เกรงใจ”
เจ้าใหญ่เห็นภรรยาถูกตะคอก จึงรีบออกปากช่วย “นางเด็กน่าตาย เจ้าพูดกับใครอยู่ เหตุใดถึงได้กล้าเช่นนี้”
นิ้วมือของไป๋จื่อชี้ไปที่เขา จากนั้นก็ชี้ไปยังทุกคนที่อยู่ในเหตุการณ์ ก่อนจะกล่าวย้ำชัดทีละคำ “คำพูดนี้ของข้า ไม่ได้กล่าวกับหลิวกว้าหัวเพียงคนเดียวเท่านั้น แต่พูดกับพวกเจ้าสกุลไป๋ทุกคน ตั้งแต่วันนี้เป็นต้นไป หากคนสกุลไป๋กล้าไร้มารยาทกับข้าและแม่ข้าอีก ก็อย่าหาว่าข้าไป๋จื่อไม่เกรงใจ”
เสียงของนางแจ่มชัด ดังกังวานดุจระฆังเงิน ทุกคำเข้าหูของทุกคน ฟังดูแล้วไม่เหมือนกำลังพูดเล่น
เมื่อพูดจบ นางก็จูงจ้าวหลานหมุนกาย สาวเท้ายาวๆ ออกจากสกุลไป๋ไป ไม่มีความอาลัยอาวรณ์แม้สักนิด
หญิงชราเพิ่งรู้สึกตัว “เหตุใดพวกนางถึงไปอย่างเด็ดขาดเช่นนี้ ในสถานการณ์นี้ พวกนางสองแม่ลูกน่าจะคุกเข่าต่อหน้าพวกเรา ร้องไห้ด้วยความเจ็บปวด ขอร้องพวกเราว่าอย่าแยกบ้านไม่ใช่หรือ”
“เหตุใดเหมือนนางอยากแยกบ้านใจจะขาด”
หัวหน้าหมู่บ้านก็สะบัดแขนเสื้อจากไปเช่นกัน ทว่าหมอลู่กลับเก็บข้าวของอย่างไม่รีบร้อน พลางกล่าวกับหญิง “หกตำลึงเงินที่ติดข้าไว้ ท่านอย่าลืมเสียล่ะ เมื่อถึงเวลาแล้ว ข้าจะมารับถึงบ้าน”
สตรีสูงวัยสกุลไป๋มองไป๋จื่อและจ้าวหลานที่ค่อยๆ เดินไกลออกไป ในใจนางเกิดความคิดบางอย่าง นางกล่าวว่า “ท่านหมอลู่ เงินนี้พวกข้าคงจะจ่ายใ