เริ่มมีควันจากการหุงอาหารลอยขึ้นไปทั่ว จ้าวหลานก็ดึงไป๋จื่อให้ลุกขึ้น แล้วกล่าวลากับหูจ่างหลิน “พี่หู ข้าอยู่ที่นี่ตลอดทั้งเช้าแล้ว ควรจะกลับแล้วเจ้าค่ะ”หูจ่างหลินรีบกล่าว “กลับไปเวลานี้เกรงว่าจะต้องถูกต่อว่าอีก พวกเจ้ากินข้าวกลางวันกับข้าที่นี่ก่อนแล้วค่อยกลับ จะได้ไม่ต้องถูกคนสกุลไป๋กล่าวหาว่าพวกเจ้าไม่ได้ขุดผักป่า และหาข้ออ้างไม่ให้เจ้ากินข้าวกลางวัน”นี่นับว่าเป็นไปได้จริงๆ ความน่ารังเกียจของคนสกุลไป๋เหล่านั้น คงจะอยากให้นางและจ้าวหลานทำแต่งาน ไม่ต้องกินข้าวไป๋จื่อยิ้มกริ่มและพยักหน้าในทันที “เช่นนั้นพวกข้าจะหน้าหนาขอกินข้าวสักมื้อแล้วกันเจ้าค่ะ”ท่านลุงหูหัวเราะฮ่าๆ “เด็กคนนี้นี่ มีที่ไหนกันบอกว่าตนเองหน้าหนา จริงสิ เมื่อวานเจ้าบอกว่าจะทำเนื้อกระต่ายผัดไฟแดงให้พวกข้า ข้าจัดการเนื้อกระต่ายสะอาดแล้ว รอเจ้าลงมือทำอยู่เชียว”เด็กสาวยินดีนัก “นี่คือเหตุผลสินะเจ้าคะ ท่านลุงหูอยากกินเนื้อกระต่ายผัดไฟแดง ถึงได้ตั้งใจรั้งข้าให้กินข้าวกลางวัน”“ใช่ๆ เด็กคนนี้นี่ พูดจาให้ผู้อื่นชอบใจจนเคยชิน ครั้นเป็นประโยชน์ก็ทำตัวน่ารัก”เสียงหัวเราะในโถงของพวกเขาทั้งสามคนดังไม่ขาดสาย โดยเฉพาะเสียงของไป๋จื่อ เวลาพูดจาเหมือนกับอัญมณีกระทบจานเงิน สดใสดังกังวาน เสียงหัวเราะยิ่งงดงามดุจนกขมิ้น หวานราวกับน้ำผึ้ง ฟังแล้วเคลิบเคลิ้มหูเฟิงได้ยินเสียงหัวเราะของพวกเขา ก็พลอยอารมณ์ดีตามไปด้วย ลืมความกลัดกลุ้มที่พัวพัน