าคอยปรนนิบัติเขาหรือ?
ไป๋เสี่ยวเฟิงไม่มองว่าสกุลไป๋ของพวกเขามีสถานการณ์เป็นอย่างไร ตนเองยังกินข้าวไม่อิ่ม ยังจะซื้อสาวใช้? นี่กำลังล้อเล่นใช่หรือไม่
แต่ถึงอย่างไรตนเองก็เป็นหลานชายหัวแก้วหัวแหวน อนาคตยังอาจได้ทำงานข้าราชการ ทำให้ทั้งตระกูลมีความสุขได้ ย่อมไม่อาจปฏิเสธความปรารถนาของเขา หลังจากตะลึงไปครู่หนึ่ง หญิงชราก็ปั้นหน้ายิ้มกล่าวว่า “ได้ๆ ล้วนฟังเจ้า ถึงตอนนั้นย่าจะต้องหาสาวใช้ที่เชื่อฟังให้เจ้าคนหนึ่ง ดีหรือไม่”
ครั้งนี้ไป๋เสี่ยวเฟิงถึงจะกลับห้องไปอย่างพออกพอใจ
หลิวซื่อดึงแขนเสื้อของแม่สามีไว้ “ท่านแม่ ท่านจะซื้อสาวใช้ให้เขาจริงๆ หรือเจ้าคะ? บ้านพวกเราเลี้ยงไหวที่ไหนกัน!”
หญิงชราถอนใจเสียงหนึ่ง ก่อนจะกล่าวเสียงเบา “ข้าจะไม่รู้หรือว่าซื้อไม่ไหว? ทำตามใจเขาไปก่อน เรื่องต่อจากนี้ค่อยว่ากันทีหลัง”
ขณะทั้งสองคนกำลังคุยกัน จางซื่อก็ออกมาจากหลังครัว ในมือถือผักใส่เกลือเล็กน้อยและไม่ได้ใส่น้ำมันชามหนึ่ง เดินไปวางไว้บนโต๊ะ
แม่สามีเห็นแล้วก็มุ่นคิ้วในทันที “เมื่อวานบอกแล้วไม่ใช่หรือ ว่าให้แบ่งกับข้าวตามจำนวนคนให้ดี หนึ่งคนหนึ่งส่วน”
หลิวซื่อเดินไปถึงหน้าโต๊ะ มองชามผักพลางกล่าวอย่างเฉยชา “เหตุใดน้อยเช่นนี้ เจ้าซ่อนไว้ครึ่งหนึ่งใช่หรือไม่?”
จางซื่อแค่นหัวเราะ “บนโลกนี้มีคนบางจำพวก มักจะชอบใช้ตัวเองเป็นบรรทัดฐาน เรื่องที่ตนเองชอบทำ ก็หาว่าคนอื่นชอบทำด้วยเช่นกัน”
สีหน้าของหลิวซื่อเปลี่ยนไป