คาดว่าคงไม่มีใครช่วยสองแม่ลูกซ่อมเรือนแน่ เขาจึงถกแขนเสื้อขึ้น พลางกล่าว “ข้าช่วยเจ้าซ่อมเอง”
ไป๋จื่ออยากจะขอร้องเช่นนั้นแต่ก็ไม่กล้า เรือนหลังนี้พังทลายได้ทันทีที่ลมพัดมา นางไม่ชินกับชีวิตเช่นนี้ จ้าวหลานได้รับบาดเจ็บ คนสกุลไป๋ก็หวังพึ่งไม่ได้ เดิมทีนางกลัดกลุ้มเรื่องนี้ทีเดียว ทว่าหูเฟิงยอมช่วย นั่นก็เป็นเรื่องดียิ่งนัก
หญิงชรายังคงเสียดายเงินหกตำลึง บัดนี้เห็นไป๋จื่อกับจ้าวหลานเป็นหนามแทงตาแล้ว หากไม่ใช่เพราะจ้าวหลานได้รับบาดเจ็บ นางเด็กเจ้าเล่ห์ไป๋จื่อมีหูเฟิงคอยปกป้อง นางอยากจะตีพวกนางอย่างแรงสักครั้งจริงๆ เพื่อระบายอารมณ์โกรธที่อยู่ในอก
นางหันไปเห็นไป๋เสี่ยวเฟิงที่ยืนอยู่ตรงประตู จึงรีบก้าวไปหา แล้วดึงหลานชายเข้าไปในเรือนเล็ก “เสี่ยวเฟิง เจ้าเรียนหนังสือมา ย่อมรู้หลักการเยอะกว่าย่ามาก เจ้ารีบบอกย่าเร็ว ว่าที่หัวหน้าหมู่บ้านพูดเมื่อครู่ ล้วนเป็นความจริงใช่หรือไม่ หากย่าไม่คืนหกตำลึงเงินให้ท่านหมอลู่ เขาจะนำหนังสือรับรองหนี้สินไปฟ้องร้องที่ศาลาว่าการใช่หรือไม่”
ปีนี้ไป๋เสี่ยวเฟิงอายุสิบสามปี เขาคิดว่าตนเองเรียนหนังสือมาสองปีแล้ว ต่อไปต้องสอบถึงจะเป็นข้าราชการได้ จึงเห็นว่าตนเองเป็นที่หนึ่งในตระกูล ไม่เคยเห็นผู้ใดในสายตา ท่านย่าที่เอ็นดูเขาที่สุดก็เช่นกัน
“ท่านย่า ท่านช่างเลอะเลือนเสียจริง หลักฐานลายลักษณ์อักษรเป็นสิ่งที่สร้างขึ้นมาได้ตามใจชอบ เมื่อท่านลงลายนิ้วมือไปแล้ว นั่นเท่