นทางเช่นกัน” หญิงชรากล่าว
หมอลู่ยกหนังสือรับรองหนี้สินใจมือขึ้น พลางพูดว่า “นั่นก็ช่วยเจ้าไม่ได้ ติดเงินก็ต้องคืน ฟ้าดินมีกฎเกณฑ์ หากถึงวันแล้วเจ้ายังไม่คืนเงินนี้ เช่นนั้นข้าก็ทำได้เพียงนำหนังสือรับรองหนี้สินนี้ไปร้องทุกข์ที่ศาลาว่าการ ถึงตอนนั้นนายอำเภอนำที่นาหรือบ้านของเจ้ามาใช้หนี้ให้ข้า เจ้าก็อย่าโทษข้าแล้วกัน”
เมื่อหญิงชราได้ยินคำพูดนี้ สีหน้านางพลันเปลี่ยนเป็นร้อนใจในทันที “เจ้าว่าอะไรนะ ที่นาและบ้านของพวกข้า เหตุใดถึงต้องชดใช้หนี้ให้เจ้าด้วย นายอำเภอยังยุ่งเกี่ยวกับเรื่องนี้อีก เจ้าขู่ข้าให้น้อยๆ หน่อยเถอะ เห็นว่าหญิงแก่อย่างข้าไม่เจนโลกหรืออย่างไร”
หมอลู่คร้านจะพูดไร้สาระกับนาง จึงยกสัญญารับรองหนี้สินในมือกล่าวว่า “กระดาษสีขาวและตัวหนังสือสีดำเขียนไว้ชัดเจน เจ้าคิดเบี้ยว เกรงว่าจะไม่ได้”
หญิงชราคิดแย่งหลักฐานอันเป็นลายลักษณ์อักษรนั้นกลับมา แต่หมอลู่กลับยัดมันใส่ในเสื้อ แล้วถือล่วมยาขึ้นหมุนตัวไป ปล่อยให้นางโมโหจนกระทืบเท้าอยู่ข้างหลัง เพราะไม่รู้จะทำอย่างไรกับเขาดี เขาไม่ใช่จ้าวหลานหรือไป๋จื่อ นางไม่กล้าทำอะไรเขาอยู่แล้ว
นางหันไปขวางหัวหน้าหมู่บ้านที่กำลังจะออกไป “หัวหน้าหมู่บ้าน เมื่อครู่เขาพูดจริงหรือไม่ หากวันที่แปดเดือนหน้าข้าไม่คืนเงิน เขาจะไปฟ้องข้าที่ศาลาว่าการ แล้วนายอำเภอเข้ามายุ่งกับเรื่องนี้ได้จริงหรือ”
หัวหน้าหมู่บ้านเลิกคิ้วมองนาง ในใจรู้สึกสุขใจที่ได้เห็นอีกฝ