ูดตามตรงว่า “ในเมื่อพวกเจ้าไม่ต้องออกค่ารักษาของเหล่าหูแล้ว เช่นนั้นก็ตกลงค่ารักษาของจ้าวหลานกับเจ้าใหญ่เถอะ”
เขามองเจ้าใหญ่ที่แขนบวมทั้งสองข้าง รู้ว่าแขนของอีกฝ่ายมีสถานการณ์เป็นเช่นไร จึงรีบกล่าวว่า “แขนหนึ่งข้างสองตำลึงเงิน ข้ารักษาจ้าวหลานเสร็จแล้ว รวมกับแขนสองจ้างของเจ้าใหญ่ ทั้งหมดหกตำลึงเงิน”
เมื่อหญิงชราได้ยินว่าต้องใช้หกตำลึงเงิน นางก็กระทืบเท้าทันที ไม่ปวดหัวและไม่อึดอัดใจแล้ว บัดนี้นางชี้หน้าหมอลู่ พลางตะโกนว่า “อะไรนะ หกตำลึงเงินเชียว เจ้า เหตุใดไม่ไปปล้นเลยเล่า เห็นพวกข้าสกุลไป๋เป็นหมูในอวยหรืออย่างไร”
หมอลู่ยักไหล่ “ไม่เป็นไร หากเจ้ารู้สึกว่าแพง ก็ไม่รักษาก็ได้ โรงหมอในเมืองห่างจากหมู่บ้านหวงถัวของพวกเราหลายสิบลี้ ตอนนี้พวกเจ้าพาเจ้าใหญ่ไปรักษาในเมืองก็ได้ ดูสิว่าโรงหมอในเมืองจะเก็บเงินพวกเจ้าเท่าไรกัน”
หัวหน้าหมู่บ้านที่อยู่อีกด้านพูดแทรกว่า “เดือนก่อนเหล่าซุนล้มขาหัก ท่านหมอลู่ไม่อยู่ในหมู่บ้านพอดี ครอบครัวสกุลซุนส่งเขาไปรักษาในเมือง เสียไปห้าตำลึงเงินเต็มๆ เจ้าพิจารณาเอาเองแล้วกัน”
หมอลู่พูดอีกว่า “จะรักษาเจ้าใหญ่หรือไม่ก็แล้วแต่พวกเจ้า แต่ข้ารักษาจ้าวหลานไปแล้ว สองตำลึงเงินของนาง เจ้าต้องจ่ายให้ข้าก่อน”
หญิงชราโมโหจนอยากต่อว่ายกใหญ่อีก ทว่าหลิวซื่อกลับดึงนางไปอีกด้าน แล้วพูดเสียงเบา “ท่านแม่ ตอนนี้ไม่ใช่เวลาโมโหนะเจ้าคะ พวกเราให้เขารักษาก่อน รักษาเสร็จแล้วพวกเราค่