นเรือนไม้ของสกุลไป๋ไม่ได้กองเพียงสิ่งของทั่วไปจนเต็มเท่านั้น ยังวางโลงศพที่หญิงชราตัดไว้เมื่อหลายปีก่อนด้วย ไม่อาจรื้อออกมาให้สองแม่ลูกจ้าวหลานอาศัยอยู่แล้ว
หลิวซื่อเห็นประตูปิดอยู่ นางก็พลันตะเบ็งเสียงว่า “ตะวันสายโด่งแล้วยังปิดประตูอยู่อีก หรือกำลังทำเรื่องอะไรที่ไม่ควรมีใครเห็นอยู่ข้างในกระมัง”
เดิมทีเสียงของนางก็ดังอยู่แล้ว ครั้นตะเบ็งเสียงขึ้นมา ก็ยิ่งมีกลิ่นอายของการประณามอย่างตั้งใจอยู่บ้าง
ชาวบ้านที่ชอบนินทาได้ยินเสียงนางตะโกนแล้ว ก็หยุดงานในมือลงทันที แล้วชำเลืองมองมาแต่ไกล
เสียงของหลิวซื่อครั้งนี้ คิดว่าคนที่อยู่ข้างในได้ยินเสียงของนางแล้ว น่าจะเปิดประตูออกมาเอง
ทว่ารออยู่พักหนึ่งแล้ว กลับไม่มีใครเปิดประตูออกมาจากข้างใน นางจึงพุ่งเข้าไปทุบประตู ทำเอาประตูไม้บางๆ สั่นสะเทือน เสียงดังมากเช่นกัน
“จ้าวหลาน เหตุใดต้องหลบอยู่ข้างในด้วย ยังไม่รีบเปิดประตูอีก หรือเจ้าซ่อนผู้ชายเอาไว้ข้างใน”
“เมื่อวานเพิ่งออกจากเรือนใหญ่ เพียงแค่คืนเดียวก็อ่อยผู้ชายอกสามศอกได้แล้วหรือ ช่างกล้านัก เก่งเสียจริงๆ! รีบเปิดประตู วันนี้ข้าอยากจะเห็นนัก ว่าผู้ชายที่เจ้าซ่อนไว้ในเรือนเป็นใครกันแน่”
หลิวซื่อยิ่งตะโกนก็ยิ่งตื่นเต้น หากจ้าวหลานซ่อนผู้ชายไว้ในเรือนจริงๆ เช่นนั้นก็น่าสนุกนัก ไม่เพียงจ้าวหลานและไป๋จื่อสองแม่ลูกจะเสียชื่อเสียงป่นปี้ พวกนางสกุลไป๋ยังเรียกร้องค่าชดเชยจากนางและชายผู้นั้นได้อีก ครั้