ไป๋จื่อกล่าวด้วยความยินดี “ท่านแม่ ท่านว่าข้าเหมือนคนพูดมั่วหรือเจ้าคะ อีกอย่าง ท่านไม่ได้ยินคำพูดของท่านหมอลู่หรอกหรือ เขาก็รู้จักสรรพคุณของหญ้าร้องไห้เช่นกัน”
จ้าวหลานยิ่งกลัดกลุ้ม “เช่นนั้นเจ้ารู้ได้อย่างไร” บุตรสาวคล้ายกับเปลี่ยนไป ดูชอบพูดจามากกว่าเมื่อก่อน อีกทั้งสิ่งที่พูดออกมายังไม่คุ้นหูเช่นนี้ แม้กระทั่งเป็นสิ่งที่นางไม่เคยพูดมาก่อน
“ข้าได้ยินคนพูดกันตอนไปขุดผลไม้ป่าข้างนอก คิดไม่ถึงเลยว่าจะใช้ได้ เอาล่ะท่านแม่ รีบนอนเถิด เหนื่อยมาทั้งวันแล้ว”
ไป๋จื่อกล่อมจ้าวหลานให้ขึ้นเตียง ไม่นานผู้เป็นมารดาก็ลืมเรื่องนี้ไปโดยสิ้นเชิง บุตรสาวเปลี่ยนไป ทว่าเปลี่ยนไปในทางที่ดี นี่นับเป็นเรื่องดีนัก แค่นางดีใจก็เพียงพอแล้ว เหตุใดต้องคิดมากด้วย
…
เช้าวันต่อมา มารดาของอิงจื่อและอิงจื่อมาที่บ้านสกุลไป๋ ครั้นเห็นหญิงชรากำลังให้อาหารไก่อยู่ในลานบ้าน จึงถามขึ้นว่า “จ้าวหลานอยู่บ้านหรือไม่”
หญิงชรายืดเอวขึ้น พลางมองมารดาของอิงจื่อด้วยความสงสัยใคร่รู้ สตรีนางนี้มาหาจ้าวหลานอย่างนั้นหรือ ช่างแปลกเสียจริง
มารดาของอิงจื่อเป็นสตรีจากในเมือง เพราะอายุมากแล้วแต่ยังแต่งเข้าบ้านที่เหมาะสมไม่ได้ ถึงได้แต่งงานมาเป็นสะใภ้ในหมู่บ้านกลางเขา ตอนแต่งงานนั้น ที่บ้านของนางให้สินสอดไม่น้อย ทั้งยังจัดพิธีอย่างเอิกเกริก ไม่รู้มีคนตั้งกี่คนที่อิจฉา
และเพราะมาจากในเมือง นางจึงมีปฏิสัมพันธ์กับหญิงในหมู่บ้านน้อยมาก เวลา