ึงเงิน จะมีโรงหมอใดรับรักษาหรือไม่”
จู่ๆ ก็มีใครบางคนในหมู่คนที่ดูความคึกคักอยู่ด้านนอกตะโกนขึ้นมาว่า “คนบาดเจ็บถึงขั้นนั้นแล้ว เสียเพียงสี่ตำลึงเงินก็รักษาได้ นับว่าไม่มากจริงๆ ปีที่แล้วลูกผู้พี่ของข้าเป็นไข้หวัด ไปขอให้โรงหมอของอำเภอสั่งยาให้กินสองสามอย่าง เสียเงินไปสามตำลึงเต็มๆ จ้าวหลานบาดเจ็บถึงเพียงนี้ หากพาไปที่อำเภอล่ะก็ ไม่มีหลายสิบตำลึงเงินคงจะรักษาไม่หาย”
หลายสิบตำลึง? เช่นนั้นก็ทำอย่างขอไปทีดีกว่า ลำบากนางเสียเหลือเกิน
หญิงชราเห็นหมอลู่เก็บล่วมยาจะไปแล้ว จึงรีบพุ่งไปดึงเขาไว้ ทั้งยังหัวเราะกลบเกลื่อน “ท่านหมอลู่ เมื่อครู่ข้าพูดไม่รู้จักคิด ท่านอย่าถือสายายแก่อย่างข้าเลยนะ”
หมอลู่ขี้เกียจจะโต้เถียงกับนาง เขาเพียงเหล่มองนาง แล้วถามว่า “เช่นนั้นสรุปแล้วจะรักษาหรือไม่”
“รักษาสิๆ ย่อมต้องรักษา” นางยิ้มเจื่อนตอบรับ ในใจเจ็บปวดราวกับโดนมีดกรีด เงินที่นางหามาทั้งชีวิต แม้แต่ตอนที่เจ้าสามบาดเจ็บก็ยังตัดใจนำออกมารักษาเขาไม่ได้ กลับคิดไม่ถึงเลย ว่าบัดนี้จะต้องเสียเงินไปกับคนใกล้ตายสองคน ‘คอยดูเถิด เอาเงินไปจากมือของข้า ช้าเร็วอย่างไรข้าก็ต้องเอาคืนมาจากพวกเจ้า’
หมอลู่พยักหน้า “ตกลง เช่นนั้นข้าจะกลับไปหยิบยา ท่านเตรียมเงินไว้ก็พอ”
หากเป็นคนอื่น เขาอาจจะไม่โต้เถียงเช่นนี้ ทว่าแม่เฒ่าสกุลไป๋ขี้เหนียวและไร้ยางอาย ถึงได้ขึ้นชื่อลือชาในหมู่บ้านหวงถัว เขาจำเป็นต้องป้องกันไว้
เขาแบกล่วมยา