อาจารย์เล่าว่า ในยุคสมัยของเขา ทุกคนล้วนยากจน แทบไม่ได้กินเนื้อตลอดปี มีเพียงช่วงเทศกาลสำคัญเท่านั้นถึงจะได้ลิ้มรส
ยิ่งสำหรับพวกเขาที่ต้องเดินทางไปทั่ว กินนอนกลางดินกลางทรายในฐานะนักพรตแล้ว การได้กินมื้อดีๆ เป็นเรื่องหายากมาก
ในวันที่เข้าไปพักในโรงเตี๊ยมแห่งนั้น ทันทีที่เดินเข้าไปก็ได้กลิ่นเนื้อย่างหอมฉุยลอยมาเตะจมูก กลิ่นนั้นหอมเป็นพิเศษจนเขากับลุงอวี๋อดกลืนน้ำลายไม่ได้ มีเพียงอาจารย์ปู่ที่ขมวดคิ้วแน่น
ภายในโรงเตี๊ยม ทุกคนล้วนกำลังเพลิดเพลินกับการกินเนื้อ เนื้อที่ว่าคือเนื้อลา มีเพียงพวกเขาสามคนเท่านั้นที่กินเพียงซาลาเปาไม่กี่ลูก ในตอนนั้น เขากับลุงอวี๋ยังอดบ่นอาจารย์ปู่ไม่ได้ว่าทำไมไม่ให้กินเนื้อ
แต่เมื่อถึงยามเที่ยงคืน อาจารย์ปู่พาพวกเขาออกจากห้อง แล้วพาไปซ่อนตัวอยู่บนภูเขาหลังโรงเตี๊ยม จากนั้นพวกเขาก็ได้เห็นภาพที่ทำให้ขนลุกซู่ ชายฉกรรจ์กลุ่มหนึ่งที่กินเนื้อลามากที่สุดในตอนกลางวันเดินออกมาด้วยท่าทางเหมือนผีดิบไร้วิญญาณ
และเจ้าของโรงเตี๊ยมก็ปรากฏตัวขึ้น
ทว่าตอนนี้ เธอกลับดูแก่ชราผิวเหี่ยวย่น ผมขาวโพลน ไม่มีเค้าความงามของหญิงวัยสามสิบเหมือนที่เห็นตอนกลางวันเลยแม้แต่น้อยราวกับเป็นคนละคน