อาจารย์ตอบกลับมาอย่างเรียบง่ายไม่กี่คำ “ราคาตามคน”
หมายความว่า เขาจะเรียกค่าจ้างตามฐานะของลูกค้า
แต่ก็มีเงื่อนไขข้อหนึ่งคือ ต้องเป็นงานที่เขาจัดการได้ ถ้าเกินความสามารถ ต่อให้ได้เงินมากแค่ไหนก็ไม่ควรรับ
ขณะพูดคุยกัน อาจารย์ยังไม่ลืมบ่นถึงลุงอวี๋ บอกว่าลุงอวี๋สนใจแต่สั่งสมบุญกุศล ไม่เคยเรียกค่าจ้าง
ไม่ว่าจนหรือรวยก็คิดราคาเดียวกันหมด
สำหรับเรื่องนี้ ผมไม่ได้แสดงความคิดเห็นอะไร เพราะตอนที่ลุงอวี๋ช่วยชีวิตผม เขาก็ไม่ได้เรียกเงินสักหยวน
แม้ผมจะต้องเขียนใบยืนยันหนี้ แต่จนแล้วจนรอด ลุงอวี๋ก็ไม่เอาเงินจากผมเลยสักหยวน
ถ้าไม่มีเขา ผมก็คงไม่มีชีวิตรอดมาถึงตอนนี้
อาจารย์เห็นผมเงียบไป ก็พอจะเดาออกว่าผมคิดอะไรอยู่
เขาตบไหล่ผมแล้วพูดขึ้น “เสี่ยวเจียง…แม้พวกเราจะเป็นผู้ฝึกตน อาชีพของเราคือการรับมือกับพวกภูตผีวิญญาณ แต่ต้องเข้าใจว่างานนี้เป็นงานที่ต้องเสี่ยงชีวิต เราอยู่ในวงการนี้ก็เหมือนเลียมีดโกน หัวของเราก็เหมือนถูกแขวนอยู่ที่ขอบกางเกงตลอดเวลา[3]ถ้าตัวเองยังเอาชีวิตไม่รอดหรือใช้ชีวิตอย่างยากลำบาก แล้วจะไปช่วยเหลือคนอื่นได้ยังไง
“อีกอย่าง ทุกสิ่งมีผลกรรมของมัน การรับค่าจ้างก็เป็นการจบสิ่งหนึ่งเพื่อเริ่มสิ่งใหม่ ฉันเชื่อว่าเราลดค่าจ้างให้คนจนได้ แต่ไม่ควรทำให้ฟรี
“ถ้าเรามีชีวิตที่ดี มีทรัพยากรมากขึ้น เราก็จะทำสิ่งที่อยากทำได้มากขึ้น รวมถึงช่วยเหลือคนที่เราต้องการช่วยได้มากขึ้นด้วย…”