ช้ขี้เถ้าโรยตัวใช่ไหม”
ผมพยักหน้ารับ “ใช่ ตอนนั้นผมเห็นเขาล้มลงที่สี่แยกนี้ เลยรีบเข้าไปพยุงเขาขึ้นมา”
อาจารย์หัวเราะเบา ๆ แล้วพูดขึ้น “เฮ้อ…ก็ต้องเป็นพวกนักศึกษาแพทย์อย่างพวกนายนั่นแหละนะ ถ้าเป็นคนทั่วไป ใครเล่าจะกล้าเข้าไปช่วย แต่นายรู้ไหม การที่นายพยุงเขาขึ้นมาในวันนั้น มันไม่ใช่แค่ช่วยเขา แต่ยังช่วยตัวนายเองด้วย”
อาจารย์เว้นช่วงไปครู่หนึ่ง ก่อนจะอธิบายต่อ “มิฉะนั้น วิญญาณของเขาจะต้องติดอยู่ที่นี่ ต้องจำลองฉากการตายของตัวเองซ้ำแล้วซ้ำเล่าทุกค่ำคืน ต้องทนทุกข์ทรมานไปเรื่อยๆ จนกว่าจะได้รับการปลดปล่อย หรือไม่ก็กลายเป็นวิญญาณเร่ร่อน และสุดท้าย…หากวันใดแสงอาทิตย์แผดจ้าถึงขีดสุด เขาก็จะสลายไป”
อาจารย์พูดด้วยน้ำเสียงเรียบง่าย แต่ผมกลับสัมผัสได้ถึงความรู้สึกอัดอั้นที่ซ่อนอยู่ในคำพูดของเขา
คนที่ตายโหงล้วนต้องทนทุกข์ทรมานหลังความตาย
พวกเขาไม่สามารถปลดปล่อยตัวเองได้ จำเป็นต้องมีพลังจากภายนอกช่วยส่งพวกเขาไปสู่สุคติ
หากครอบครัวของพวกเขาพอมีฐานะก็คงหานักพรตมาทำพิธีส่งวิญญาณให้
แต่หากถูกฝังไปอย่างเร่งรีบ วิญญาณของพวกเขาก็จะติดอยู่กับวัฏจักรแห่งความตาย ต้องทนทุกข์ซ้ำแล้วซ้ำเล่าอย่างไม่มีวันจบสิ้น
ตอนนี้ผมเข้า