“ไยต้องปากแข็ง หากข้าเป็นสิ่งมีชีวิตธรรมดาที่ต่ำชั้นกว่าเจ้าขั้นหนึ่ง เช่นนั้นพวกเจ้านับเป็นตัวอะไร จุดด่างพร้อยของทวยเทพอย่างนั้นรึ เป็นทวยเทพแท้ๆ แต่กลับถูกสิ่งมีชีวิตธรรมดาจับมาขังไว้ พวกเจ้าไม่รู้สึกว่าน่าขันหรือไร”สิ้นเสียงของเจียงฉางเซิง เทพแห่งเคราะห์ร้ายกับเทพแห่งจิตมารก็เปิดปากผรุสวาทเสียงดังลั่นอีกครั้งเขาฟังจนรำคาญ เจ้าสองคนนี้เป็นพวกที่คุยด้วยไม่รู้เรื่องจริงๆเขาส่งพลังอำนาจของตนเองออกไปกดทับร่างของเทพทั้งสองให้พวกเขาหุบปาก“ฟังให้ดี ข้าหมดความอดทนแล้ว ยามนี้มรรคาอริยะกำลังไล่ล่าพวกเจ้า ข้าสังหารพวกเจ้าไม่ได้ก็จริง แต่เพื่อหลีกเลี่ยงความยุ่งยากที่ไม่จำ เป็น ข้าตัดสินใจว่าจะโยนพวกเจ้าออกไป ในอดีตผู้ยิ่งใหญ่แห่งศาสตร์โบราณเคยขัดขวางมรรคาอริยะไว้แทนพวกเจ้า แต่วันนี้วิถียุทธ์พังทลายลงแล้วพวกเจ้าก็ภาวนาให้ตัวเองโชคดีเสียเถิด!”เทพทั้งสองฟังเสียงอันเย็นชาของเจียงฉางเซิงจบก็เบิกตาโต“ไม่ได้นะ!”เทพทั้งสองเอ่ยพร้อมกันเป็นเสียงเดียว พวกเขาไม่อยากเผชิญหน้ากับมรรคาอริยะเจียงฉางเซิงแค่นเสียงดังเหอะแล้วเอ่ยว่า “สายไปแล้วในเมื่อพวกเจ้าไม่ยอมสวามิภักดิ์กับข้า ข้าย่อมไม่จำ เป็นต้องปกป้องพวกเจ้า”“หากพวกข้าสวามิภักดิ์กับเจ้า เจ้าจะปกป้องพวกข้าอย่างไรเล่า”เทพแห่งจิตมารเงยหน้าขึ้นมาถามด้วยน้ำเสียงวิตกกังวลเจียงฉางเซิงตอบว่า “ข้าสร้างมรรคาสวรรค์ขึ้นมาแล้วมรรคาสวรรค์คือครรลองของกฎทั้งปวงที่ปกครอ