เพียงแต่ว่าตัวเธอเองก็ไม่ได้มีความสุขเช่นกัน พวกเขาควรใส่ใจเธอมากกว่านี้สิ!
ฉีเซิงเทียนที่กำลังถือแก้วไวน์อยู่จึงยื่นแก้วไปชนกับแก้วตรงหน้าของเขาและพูดว่า “ชน!”
อันโหรวหยิบแก้วน้ำขึ้นมาอย่างเงียบ ๆ ก่อนจะหันหน้าไปหาจิ่งเป่ยเฉินและพูดว่า “ฉันอดคิดไม่ได้ ทำไมนายถึงได้จริงจังขนาดนี้ ทำไม?”
ใบหน้าของจิ่งเป่ยเฉินที่เย็นชาตลอดทั้งคืนในที่สุดก็เผยรอยยิ้มบาง ๆ เพราะเธอได้เข้ามาใกล้เขา ก่อนจะยิ้มตอบกลับเธอไป “ที่เธอพูดมา แน่นอนว่าต้องทำให้จบ”
“แปลกนะที่นายดูเชื่อฟังขนาดนี้” ตอนอยู่บนเตียงเธอพูดอะไรไป เขาก็แทบไม่เห็นจะสนใจเลยสักนิด
เห็นได้ชัดว่าถ้าหากไม่ใช่ผู้ชายที่เชื่อฟังแต่แรกก็ย่อมเป็นคนที่แสร้งทำเพื่อหลอกลวงเพื่อนฝูง
“พี่เฉิน นี่พี่ยังไม่ทันแต่งงานก็ทำเหมือนกับว่าแต่งงานซะแล้วเหรอ หลังจากแต่งงานแล้วจะขนาดไหนกันเนี่ย” หมินลี่ที่ได้ยินบทสนทนาของพวกเขาก็อดไม่ได้ที่จะหยอกล้อคำพูดขึ้น
“แต่งแล้ว” จิ่งเป่ยเฉินพูดขณะมองดูพวกเขาไปด้วย “ตอนนี้คงให้ซองแดงได้แล้ว”
ทันทีที่สิ้นเสียงของเขา ภายในห้องรับรองส่วนตัวต่างก็ตกอยู่ในความเงียบ ทุกคนตะลึงกันยกใหญ่ ก่อนจะมองไปที่พวกเขาอย่างงุนงง
ฉีเซิงเทียนวางแก้วไวน์ลงบนโต๊ะและเอ่ยถามออกไปทันที “พี่เฉิน เกินไปหน่อยแล้วนะ! ผมอยู่กับพี่ทุกวัน พี่จะเอาเวลาไหนไปแต่ง ทำไมผมถึงไม่รู้?”