เห็นดีกันไปเลย!”
จิ่งเป่ยเฉินไม่ได้ตอบกลับเขาแต่อย่างใด แต่กลับเดินไปพลางเอ่ยตั้งคำถามไปพลาง “ปิดข่าวพวกนี้แล้วหรือยัง?”
“แน่นอนว่าปิดแล้ว รวดเร็วเชียวแหละ” ฉีเซิงเทียนกะพริบตาปริบ ๆ ก่อนจะเดินตามไปข้าง ๆ จิ่งเป่ยเฉิน
ฝีเท้าของเขาเดินไปอย่างมั่นคง หลังจากที่เดินตรงไปตามทางเดินที่เงียบสงบ กลิ่นน้ำยาฆ่าเชื้อก็ลอยฟุ้งไปทั่ว แต่ก็ไม่ได้สนใจอะไรมันเท่าไรนัก
ฉีเซิงเทียนขมวดคิ้วขึ้นอย่างไม่รู้ตัว ก่อนจะเหลือบมองไปยังคนที่อยู่ข้าง ๆ ทำไมรู้สึกว่าเขายังคิดอะไรอยู่ในใจก็ไม่รู้
“พี่เฉิน ฮั่ว……….”
แต่จิ่งเป่ยเฉินเองก็ขัดคำพูดของเขาขึ้น “บริษัทสกุลฮั่วให้นายรับผิดชอบก่อนชั่วคราว”
แม้ฉีเซิงเทียนคิดอยากจะเอ่ยถามคำพูดสุดท้ายแต่ก็ไม่ได้เอ่ยถามอะไรออกมา จากนั้นทั้งสองคนก็รีบกลับไปยังบริษัทจิ่งทันที
เมื่อก้าวเข้าไปในลิฟต์ จิ่งเป่ยเฉินก็เอ่ยคำพูดโดยไม่ลังเลแต่อย่างใด “ให้อันอีหานชงกาแฟสักแก้วหนึ่งทีสิ”
“รับบัญชาครับพี่” ฉีเซิงเทียนเดินไปอย่างสบาย ๆ มุ่งตรงไปยังห้องทำงานของอันโหรว
ขณะที่จิ่งเป่ยเฉินนั่งลงบนเก้าอี้หนังนั้น จู่ ๆ ประตูห้องทำงานก็ถูกเปิดออกจากด้านนอก เขาเหลือบมองโดยไม่รู้ตัว และก็เห็นฉีเซิงเทียนเดินเข้ามา
ทั้งสองคนมองหน้ากัน ฉีเซิงเทียนยกโทรศัพท์ที่ยังรอการเชื่อมต่ออยู่ พลางพูดขึ้นว่า “แปลกมาก ที่ห้องทำงานไม่มีคน โทรศัพท์เองก็ไม่ได้รับสาย”
จิ่งเป่ยเฉินได้ยินก็พลันขมวดคิ้วขึ้น ก่อนจะลุกขึ้