างในค่ะ”
ซูรั่วหยามองไปที่เธออยู่สองสามรอบ เมื่อครู่ที่ได้ยินเสียงแหบแห้งของเธอก็อดไม่ได้ที่จะขมวดคิ้วและเอ่ยปากถาม “วันนั้นเป็นเธอหรือเปล่า เลขาคนใหม่ที่รับโทรศัพท์ของฉัน?”
“ใช่ค่ะ” เธอตอบกลับอย่างตรงไปตรงมา ดูใสซื่อบริสุทธิ์
“งั้นเธอก็ต้องสุดยอดมากแน่ ๆ!” ไม่งั้นแล้วจะมีผู้หญิงคนไหนที่หน้าด้านหน้าทนอยู่ได้แบบนี้!
เมื่อมองดูซูรั่วหยาเดินเข้าไปข้างใน เธอก็แอบสงสัยอยู่เล็กน้อยว่าเมื่อครู่นี้เป็นคำชมหรือเปล่า
ซูรั่วหยาปกติแล้วน้อยครั้งนักที่จะมาบริษัทด้วยตัวเอง ในขณะนั้นจิ่งเป่ยเฉินกำลังนั่งตัวตรง ไม่เหมือนกับเมื่อครู่ ทำตัวเหมือนเพิ่งคุยเรื่องงานเสร็จ
“เฉินเอ๋อร์ เลขาคนเก่าของลูกไปไหนแล้ว?” แน่นอนว่าเธอรู้ดีว่าลูกชายของเธอใช้คนเป็น ถ้าหากคิดอยากจะหาคนที่ดูแล้วสบายตาก็ย่อมสามารถหาได้
“ถ้าแม่คิดอยากจะพูดคุยกับเธอละก็ อยู่ข้างล่างนั่นแหละ ไปสิ!” เขาเกือบจะเอ่ยออกมาแล้วว่าแม่มาทำอะไรที่นี่
“แน่นอน แม่ไม่ได้หาเธอหรอกนะ แม่มาหาลูกต่างหาก” ซูรั่วหยากวาดสายตาไปบนโต๊ะของเขา ก่อนจะไม่พบอะไรผิดปกติ
“คุณนายตระกูลถังโทรมาหาฉัน บอกมาว่าซือเถียนอยากจะเป็นเลขาให้ลูก” เธอคิดถึงช่วงเวลาที่รับโทรศัพท์ก็ลังเลที่จะเอ่ยประโยคพวกนี้ออกมาให้ลูกชายฟัง
จิ่งเป่ยเฉินเผยท่าทีเย็นชามากขึ้นและพูดว่า “แล้วแม่เห็นด้วย?”
“แม่จะเห็นด้วยได้ยังไง ไม่ใช่ว่าแม่ไม่รู้จักลูกนะ แม่บอกไปว่าไม่ได้สนใจเรื่องงานบริษัท อีกอย่างแ