บความลับนี้ เธอรู้สึกค่อนข้างดีเลย แม้ความลับนั้นคือเธอเองก็ตาม
หลินจือเซี๋ยวกลืนน้ำลาย เธอเกลียดความคิดมากของตัวเองที่ทำอะไรโดยไม่คิดไตร่ตรองให้ดีเหมือนเมื่อก่อน
ชั่วพริบตาก็เป็นวันจันทร์ที่แสนทรมาน หลินจือเซี๋ยวรู้สึกวันตายใกล้เข้ามาหาเธอทุกที
ด้านในห้องทำงานของจิ่งเป่ยเฉิน เขาหยิบปากกาเซ็นชื่อตัวเองลงบนเอกสาร ดวงตาสีดำของเขามองไปยังหลินจือเซี๋ยวที่ยืนโค้งตัวพลางก้มหน้าเก้าสิบองศาตั้งแต่เดินเข้ามา
ใบหน้าที่ดูคม จมูกเป็นสัน เผยรอยยิ้มจาง ๆ ออกมา “เลขาหลิน หน้าตาผมดูไม่ได้ขนาดนั้นเลยเหรอ?”
“ไม่ใช่ค่ะ ประธานจิ่งหล่อราวกับเทพบุตร ไม่อาจสบตามองความสง่างามของคุณได้หรอกค่ะ” เธอกลัวว่าเธอจะไม่ระวังและพลั้งหลุดปากพูดออกไป ภายในใจต่อว่าอันโหรวอย่างนับไม่ถ้วน คนที่ไม่มีน้ำใจแบบนั้น ไม่ต้องมาเผชิญหน้ากับจิ่งเป่ยเฉินแบบเธอ แน่นอนว่าต้องสบายใจอยู่แล้ว
แต่เธอเป็นเลขาของประธานจิ่งนะ!
จิ่งเป่ยเฉินควงปากกาในมืออย่างใจเย็น มองไปที่คนตรงหน้าด้วยสายตาที่เย็นชา รอยยิ้มที่เย้ยหยันปรากฏขึ้นที่มุมปากของเขา “นี่คุณหมายความว่าวันนี้ผมดูเป็นเทพบุตร แต่เมื่อก่อนไม่ใช่?”
“ประธานจิ่งหล่อขึ้นเรื่อย ๆ ทุกวัน วันนี้คุณดูหล่อเป็นพิเศษ ฉันกลัวว่าสายตาลามกของฉันจะไปแปดเปื้อนท่านประธานมากกว่าค่ะ” เธอยังคงก้มหน้าหลบสายตา ไม่สามารถมองไปตรง ๆ ได้ มิฉะนั้นเธอจะกลับไปหอมแก้มนุ่ม ๆ อันบอบบางของหยางหยางได้ยังไงกัน
“คำพูดดูจ