ด็กกำพร้า?” เด็กผู้ชายคนนั้นมองไปรอบ ๆ ก่อนจะเบิกตากว้างและพูดขึ้นว่า “ที่แท้ก็เป็นเด็กกำพร้า!”
“แม่จ๋า……” อันหน่วนเงยหน้าขึ้นมองอันโหรว ถึงแม้ว่าเธอจะไม่รู้ความหมายที่แท้จริงของคำว่าเด็กกำพร้า แต่ก็พอเข้าใจได้ว่ามันสื่อไปในทางที่ไม่ดี
อันโหรวย่อตัวลงและกอดเธอไว้ ก่อนจะมองไปที่เด็กน้อยคนนั้น “หนูจ๊ะ หนูพูดกับคนอื่นไม่สุภาพแบบนี้ไม่น่ารักเลยนะ!”
“แบร่ ๆ“ เขาแลบลิ้นออกมาก่อนจะทำหน้าทำตาล้อเลียนอันโหรวและพูดขึ้นว่า “ไม่มีพ่อก็ต้องเป็นเด็กกำพร้า! แม่ผมพูดมาแบบนี้!”
“ดูเหมือนว่าการศึกษาของผู้ปกครองหนูน่าจะมีปัญหาแน่ ๆ” อันโหรวจับมือของอันหยางไว้ด้วยมือขวา ก่อนจะมองไปด้วยความอบอุ่นและอ่อนโยน ก่อนจะพูดว่า “ชั้นเรียนของพวกหนูอยู่ไหน?”
อันหน่วนพยักหน้าพร้อมกับส่ายหน้าและพูดว่า “แม่จ๋า หนูไม่ชอบเขาเลย!”
“เขาพูดไม่ดี หน่วนหน่วนอย่าไปโกรธเขาเลย หน่วนหน่วนเป็นลูกที่น่ารักที่สุดของแม่จ๋า ไม่ใช่เด็กกำพร้าอะไรพวกนั้นหรอก” อันโหรวแม้จะรู้สึกเจ็บปวดอยู่ในใจ แต่ตอนนี้เด็ก ๆ ทั้งสองคนมีสภาพแวดล้อมในครอบครัวที่ไม่ค่อยดีนัก คำพูดพวกนั้นอาจจะกระทบต่อจิตใจของพวกเด็ก ๆ ก็ได้
ตอนแรกที่มองก็คิดว่าเป็นเรื่องเล็ก ๆ น้อย ๆ แต่ผู้คนกลับเริ่มมองมาที่พวกเขามากขึ้น มากขึ้น ก่อนจะพูดคุยและชี้นิ้วมายังพวกเขา
นั่นทำให้เธอเริ่มรู้สึกอึดอัด แล้วจะนับประสาอะไรกับเด็กสองคน
“แม่จ๋า” อันหน่วนดึงแขนเสื้อเธอและพูดว่า “หนูอยาก