ิด”
“ไม่เข้าแล้วมันยังไงคะ”
“ถ้าเธอยอมพูดมันมาตั้งแต่แรก ฉันอาจจะช่วยเธอก็ได้นะ แต่ตอนนี้มันสายไปแล้ว!” เพราะว่าฉิวซีได้บอกให้จิ่งเป่ยเฉินรู้เรื่องนี้แล้ว
แต่ก็ดีเหมือนกัน เพราะเธอเองก็อยากรู้ว่าเขาจะทำยังไง
อันโหรวโยนถุงขยะใส่ถังขยะ ก่อนที่จะตบมือไปมาและหันหน้าไปมองทางบันไดที่จิ่งเป่ยเฉินกำลังเดินเข้ามา
ชุดสูทสีฟ้าอ่อนที่ไม่ค่อยพบเห็นผู้คนสวมใส่กำลังสวมอยู่บนตัวของเขา พร้อมกับใบหน้าที่หล่อเหลาและดูคมคาย รูปขาเรียวยาว ราวกับหลุดออกมาจากเทพนิยายปรัมปรา ดูแล้วเหมาะสมกับตำแหน่งเจ้าชายค่อนข้างมาก
“เป่ยเฉิน…..” ลูซี่รีบเดินเข้าไปหาเขา
เมื่อได้ยินเสียงนี้ อันโหรวก็พยักหน้าก่อนจะเอ่ยทักทายเขา “ประธานจิ่ง สวัสดีค่ะ”
หัวหน้าใหญ่ที่กำลังวุ่นวายอยู่แล้ว ไหนเลยจะเพิกเฉยต่อเธอกัน
“คุณฟังคำพูดคนไม่เข้าใจอีกเหรอ หรือต้องให้แปลภาษาคนกัน?” จิ่งเป่ยเฉินเหลือบมองไปที่ลูซี่เล็กน้อย ก่อนจะเดินไปหาอันโหรวด้วยท่าทีนิ่ง ๆ จากนั้นจึงหันไปพูดกับลูซี่ว่า “อยู่ให้ห่างจากผม ยิ่งไกลเท่าไรก็ยิ่งดี”
“เป่ยเฉิน ฉันเข้าใจแล้ว!” ลูซี่มองเขาด้วยท่าทีเก้อเขิน ก่อนจะพูดว่า “ฉันรู้ว่าคุณมีธุระ คุณไปจัดการก่อนได้เลย ไว้คืนนี้พวกเราค่อยเจอกัน”
“ใครนัดกับคุณไม่ทราบ?” จิ่งเป่ยเฉินขมวดคิ้วยุ่ง “ดูท่าจะกินยาผิดสินะ?”
“ฉันไม่ได้กินยาซะหน่อย!”
“ที่แท้ก็ลืมกินยานี่เอง หลังจากนี้ก็ไปกินยาซะ”
“เป่ยเฉิน……..” ลูซี่ยืนอยู่กับที่พลางมอ