ทียนเบิกดวงตากว้างมองเขา “ล้อกันเล่นหรือเปล่า แค่ผู้หญิงคนนั้นไม่มา นายก็ไม่ดื่มเป็นเพื่อนฉันเลยงั้นเหรอ!”“ฉันช่วยเรียกหมินลี่ให้”ฉีเซิงเทียนมองจิ่งเป่ยเฉินเดินจากไป ก่อนจะบ่นพึมพำเบา ๆ “เห็นแฟนดีกว่าเพื่อน!”วันต่อมา ท้องฟ้าแจ่มใส อากาศก็ดี อารมณ์ก็ดีแต่หลินจื่อเซี๋ยวที่ขับรถอยู่นั้นมีสีหน้าเปลี่ยนไปทันทีเมื่อรู้ว่ากำลังไปยังลานประหาร เธอเก็บความหวังดีของอันโหรวไว้ในส่วนลึกของหัวใจ“หลินจื่อเซี๋ยวสดใสหน่อย เชื่อฉันสิ จิ่งเป่ยเฉินเขาเมา จำอะไรไม่ได้หรอก โทรศัพท์ที่โทรเข้ามาก็เป็นฉีเซิงเทียน ไม่ใช่จิ่งเป่ยเฉินสักหน่อย ไม่เป็นไรหรอก” อันโหรวใช้สายตาปลอบเธอ พลางตบไปที่ไหล่ของเธอเพื่อให้เธอผ่อนคลาย“โหรวโหรว เธอพูดได้ดีนี่ เธอไม่ต้องอยู่ชั้นสิบห้าแบบฉันนี่นา” เธอรวบรวมจิตวิญญาณความฮึกเหิมทั้งหมด หากเธอเสียสละได้ต่อจากนี้คงต้องให้อันโหรวดูแลเธอแทนในอนาคต“ก็จริงของเธอ” พอนึกถึงตรงนี้อันโหรวก็รู้สึกโล่งใจไม่น้อย“เธออย่าทำแบบนี้ ฉันกลัวนะ” หลินจื่อเซี๋ยวมองด้วยใบหน้าที่หมดคำพูด แต่เมื่อคืนเธอก็ดูหลับสบายดี แต่ทำไมตอนนี้กลับเปลี่ยนไป“เอาแบบนี้ ฉันจะไปสำรวจก่อน เธอไปที่ห้องของเธอ” เมื่อคืนเธอพูดว่าจะเอาชาแก้เมาค้างไปให้เขา หากฉีเซิงเทียนพูดขึ้นมาเมื่อไหร่ก็ค่อยเอาให้จิ่งเป่ยเฉิน ยิ่งเธอไม่ได้ไป นั่นแหละได้จบชีวิตแน่ ๆ“มันไม่ดูเสี่ยงไปหน่อยเหรอ?” ภายในใจของเธอตกอยู่ในความยุ่งเหยิงอย่างที่ไม่เคยเ