สร้งทำเป็นสนใจกับคำพูดเยาะเย้ยพวกนี้แต่หลินจื่อเซี๋ยวรู้ว่าไม่เหมือนกัน ทันทีที่เห็นฉิวซี เธอก็เผยความกล้าด้วยฐานะเลขาของประธานทันที “ดูเหมือนหัวหน้าฉิวจะมั่นใจรูปลักษณ์ตัวเองมากเลยสินะ แต่ฉันไม่รู้เลยว่าจะมีสักกี่คนที่แต่งหน้าหนาแบบคุณ ระวังแป้งที่ทาบนหน้าจะร่วงหล่นมาตามรอยยิ้มนะคะ เกรงว่าถ้าเป็นแบบนั้นพนักงานทำความสะอาดคงต้องกวาดทุกที่ที่คุณเดินไปแน่ ๆ”“เลขาหลินนี่เธอ….” ฉิวซีสัมผัสไปที่ใบหน้าของตัวเองอย่างระแวง ตัวเองแต่งหน้าทาแป้งมาก็ยังดีกว่าใบหน้าที่ซีดเซียวและดูน่าเกลียดแบบอันโหรวก็แล้วกัน“ฉันรู้ว่าชื่อฉันนั้นฟังดูเพราะ แต่ไม่ต้องเตือนฉันหรอกค่ะ” หลินจื่อเซี๋ยวพูดจบก็ดึงอันโหรวไปที่ลิฟต์ ก่อนจะมองไปที่เธอและหัวเราะเบา ๆ พลางเอ่ยถามเพื่อน “นี่เธอไม่รู้สึกโกรธบ้างเลยเหรอ?”“ทำไมต้องโกรธด้วย?” สีหน้าของเธอไม่ได้เปลี่ยนไปเลยแม้แต่น้อยต่อให้เป็นเรื่องจริง แต่ก็ไม่มีใครจะมานั่งเกลียดใบหน้าของตัวเองหรอก“ก็ถูกนะ ถ้าฉันเป็นเธอ ฉันก็คงไม่โกรธ” เพราะสิ่งที่เธอว่ามานั้นมันไม่ใช่ความจริงเลยแม้แต่น้อย“ประธานจิ่ง อรุณสวัสดิ์ค่ะ!” ฉิวซีเอ่ยด้วยรอยยิ้มอันโหรวมองร่างของทั้งสองคนที่กำลังเดินมาที่ลิฟต์ ก่อนจะหันกลับมามองหลินจื่อเซี๋ยวและเอ่ยพร้อมกันว่า “อรุณสวัสดิ์ค่ะ ท่านประธานจิ่ง”“อืม” จิ่งเป่ยเฉินตอบกลับอย่างไม่สนใจ ก่อนจะเดินเข้าไปในลิฟต์พิเศษที่อยู่ตรงหน้าเขาและฉีเซิ่งเทียนเดินเข้าไปพร้อมก