องเธอพูดแบบนั้นกับประธานจิ่ง ถ้าหากเขารู้ละก็ ไม่รู้เลยว่าในใจของเขาจะคิดยังไงกันแน่”
อันหยางเงยหน้าขึ้นมองหลินจือเซี๋ยวและเอ่ยถาม “เขารู้แล้วมันจะยังไง?”
หลินจือเซี๋ยวมองอันหยางผ่านกระจกรถ เมื่อเห็นท่าทางของเขาก็พลันถอนหายใจออกมาทันที
ท่าทางที่ดุดันของเขานั้นเต็มไปด้วยแรงกดดัน ดูแล้วช่างเหมือนใครบางคน ซึ่งเป็นคนที่เธอไม่ควรมองเขา
“จือเซี๋ยว ขับรถเร็ว ๆ หน่อยเถอะ ฉันมีเรื่องที่ต้องรีบกลับไปทำอยู่อีก” ในใจของอันโหรวตอนนี้มีแต่ความกังวล เธอจึงเอ่ยขึ้นมาด้วยความรวดเร็ว
หลินจือเซี๋ยวพยักหน้า เธอรู้ว่าเกิดอะไรขึ้นจึงรีบเหยียบคันเร่งและพูดว่า “โอเค!”
ไม่ช้ารถสีแดงก็ขับพุ่งไปด้วยความรวดเร็ว
ลูซี่มองรถสีแดงที่พุ่งออกไป ก่อนจะเค้นหัวเราะอยู่ในลำคอ พลางเอ่ยน้ำเสียงที่นุ่มลึกราวกับอยากรู้อยากเห็นเรื่องทั้งหมด “นั่นมันไม่ใช่ป้ายทะเบียนรถเลขาคุณหรอกเหรอ? ทำไมเธอถึงมาอยู่ที่นี่?”
จิ่งเป่ยเฉินเผยแววตาที่เย็นชา “ฉันไม่ชอบให้ใครมาสะกดรอยตาม และก็ไม่ชอบถูกถาม”
เมื่อพูดจบเขาก็หันหลังเดินออกไป ลูซี่รู้สึกกังวลขึ้นมาเล็กน้อย
“เฉิน ฉันไม่ได้สะกดรอยตามคุณมาหรอกนะ ฉันเองก็ไม่คิดจะถามคุณด้วย แต่ฉันมาที่นี่เพราะฉันบังเอิญได้ยินว่าคุณกำลังพูดคุยเรื่องธุรกิจที่โรงแรม”
หลังจากที่ลูซี่พูดจบก็อยากจะกัดลิ้นตัวเอง
สิ่งที่พูดอยู่นั้นไม่ใช่กับว่ารับสารภาพไปแล้วเหรอว่าตัวเองนั้นตามเขามา
เธอเริ่มสงสัยแล้วว่าจะอธิบายยั