“บ้าเอ๊ย นี่มันเจ้าเด็กอัจฉริยะ!”“จือเซี๋ยว ตระกูลอัน…”เมื่อเห็นสีหน้าที่พูดอยู่เปลี่ยนไปอย่างกะทันหัน หลินจือเซี๋ยวก็พลันรู้สึกเจ็บปวดหัวใจ จึงเอ่ยไปว่า “โหรวโหรว ผ่านไปตั้งห้าปีแล้ว ปล่อยวางมันเถอะนะ ตระกูลอันล้มละลายลงแล้ว ตอนนี้ตระกูลโอวหยางครอบครองกิจการต่าง ๆ ของตระกูลอันไว้หมดแล้ว”หลินจือเซี๋ยวมองไปที่ดวงตาอันโศกเศร้าของเพื่อนสนิท ก็พลันรู้สึกอึดอัดใจมากขึ้น เธอหยุดพูดชั่วครู่ แต่ก็อดไม่ไหวสิ่งที่เธอจะพูดต่อจากนี้อาจจะทำให้โหรวโหรวต้องเศร้าใจมากขึ้นกว่าเดิม“โหรวโหรว พ่อของเธอเสียชีวิตในคุกเมื่อสองปีก่อนหน้านั้น ส่วนแม่ของเธอก็ไม่แน่ใจว่าไปอยู่ที่ไหน ในที่สุดกลุ่มโอวหยางก็แทรกแซงตระกูลอันได้ ควบคุมตระกูลอันไปแล้ว”“อืม” อันโหรวส่งเสียงเบา ๆ มือของเธอกำหมัดแน่น ดวงตาสองข้างของเธอแข็งกร้าวขึ้นอย่างน่ากลัว ตัวของเธอตอนนี้เผยความเย็นชาออกมาในทันทีหลินจือเซี๋ยวเห็นบรรยากาศที่ดูน่ากลัวก็นึกถึงความหลังของโหรวโหรวที่เคยเป็นคนอ่อนโยนมาโดยตลอด แต่ตอนนี้เปลี่ยนไปจนแทบไม่คุ้นเคยโหรวโหรวอาศัยอยู่ที่อังกฤษมาเป็นเวลากว่าห้าปี ในช่วงเวลานั้นเธอแทบไม่ได้ติดต่ออะไรกันมากมายนัก ใช้ชีวิตอยู่ที่นั่นทำให้เธอไม่รู้อะไรเกี่ยวกับเรื่องที่เกิดขึ้น“โหรวโหรว หน่วนหน่วนบอกว่าเธอจงใจแต่งตัวเป็นคนแก่ชรา นี่เธอจงใจแต่งตัวให้ดูแก่อย่างนั้นเหรอ?” หลินจือเซี๋ยวเปลี่ยนเรื่องทันที เธอไม่คุ้นชินกับท่าทีของโหรวโหรว